นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในงานสัมมนา Powering Progress Together ในโอกาสครบรอบ125 ปี การดำเนินกิจการของเชลล์ประเทศไทย ว่า ที่อยู่อาศัยในประเทศไทย ที่ได้รับการดิสรัปชั่น(Disruption)จากนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีมี 2 ส่วนสำคัญ คือแพลตฟอร์มและโลเคชั่น โดยสังเกตว่าแม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปตามกฎของมัวร์ (Moore’Law) แต่ความต้องการพื้นฐานของคนยังเหมือนเดิม อย่างแฮมเบอร์เกอร์ที่กินเมื่อ 80 ปีที่แล้วก็เหมือนกับปัจจุบัน แต่ขนาดอาจจะใหญ่ขึ้น เช่นเดียวกับห้องแถวเมื่อ100ปีที่แล้ว ก็เหมือนกับบ้านในปัจจุบัน มีประตู หน้าต่าง ห้องครัวเหมือนกัน รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่นๆ ทั้งศูนย์การค้าและสำนักงานต่างๆ
“จริงๆแล้วอินโนเวชั่นของบ้านที่อยู่อาศัยหรืออสังหาฯ เปลี่ยนในมุมไหน เมื่อความต้องการพื้นฐานของคนเราไม่ได้เปลี่ยน โดยการดิสรัปทีฟ อินโนเวชั่นนี้ เกรส ซาเทลบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นการเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ เพราะฉะนั้นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในหลายๆ ธุรกิจ จริงๆ แล้วไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีการทำงาน และปัจจุบันมองว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปมากในประเทศคือการเปลี่ยนแพลตฟอร์ม โดยแพลตฟอร์มที่ว่านี้หมายถึงตลาด (มาร์เก็ต เพลส) หรือการเชื่อมโยงกันระหว่างผู้ค้ากับผู้บริโภค จากเดิมที่ทำธุรกิจแบบมีผู้ควบคุมกฎ แต่ธุรกิจแบบใหม่ที่ใช้แพลตฟอร์ม เช่น อีเบย์ อาลีบาบา เป็นเป็นสิ่งที่ปฏิวัติขึ้นมาในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา และมีผลกับทุกวงการไม่เฉพาะอสังหาฯ” นายชัชชาติ กล่าว
นายชัชชาติ กล่าวว่า เมื่อมีการเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิตกับผู้ซื้อให้เชื่อมโยงกันง่ายขึ้น จะทำให้ Search Cost ลดลงได้ และเป็นตัวเปลี่ยนธุรกิจ เช่น ธุรกิจแอร์บีเอ็นบี ไม่ได้สร้างโรงแรมใหม่ แต่ทำให้ผู้เช่าห้องและผู้ต้องการเช่าห้องเจอกันได้สะดวกยิ่งขึ้น เมื่อกลับมาดูการโฆษณาในอสังหาฯแบบเดิม จะพบว่าเป็นการโฆษณาตามป้ายนอกบ้าน เมื่อเปลี่ยนมาโฆษณาบนเว็บไซต์ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มหนึ่ง ไม่ต้องขออนุญาตหรือเช่าป้าย โฆษณาบนเว็บไซต์มีระบบฟีดแบ็ค กลับมายังผู้ประกอบการ ดังนั้น ทุกธุรกิจในปัจจุบันถูกดิสรัปชั่นด้วยแพลตฟอร์ม ขณะเดียวกันพฤติกรรมผู้บริโภคก็เปลี่ยน หันมาใช้แพลตฟอร์มมากขึ้น และมีฟีดแบ็คที่เข้มแข็ง ทำให้ในระยะยาวผู้ประกอบการต้องใส่ใจคุณภาพของสินค้ามากขึ้น และเป็นหัวใจของธุรกิจ เช่น ลูกค้าอยากซื้อบ้านจะเข้าไปเสิร์ชกูเกิลว่าหมู่บ้านนี้ดีหรือไม่
นายชัชชาติ กล่าวว่า และการดิสรัปชั่นในอสังหาฯ ส่วนที่ 2 คือโลเคชั่น ซึ่งจริงๆ แล้วคือการขนส่ง (Transportation) โดยในปี 2570 จะมีสถานีรถไฟฟ้าให้บริการทั้งหมด 297 สถานี รวมระยะยทาง466 กิโลเมตร (กม.) ดังนั้น จะเห็นเมืองและระบบการเดินทางเปลี่ยนไป รวมถึงปั๊้มน้ำมันด้วย จะเดิมที่รถยนต์ขับออกจากบ้านมาบนถนน (ระบบพอยท์ทูพอยท์) ต่อไปเมื่อรถไฟฟ้ามีบทบาทจะเปลี่ยนเป็นระบบการขนส่งต่อเนื่อง (ทรังก์ และฟรีซเดอร์) เพื่อเข้าพื้นที่ และในอนาคตคอนโดมิเนียม ตามแนวรถไฟฟ้ายังเป็นที่ต้องการ แต่อาจอยู่ไกลออกไปมากขึ้นตามเส้นทางรถไฟฟ้าที่ขยายออกไปนอกเมือง และจากปัจจัยที่ดินมีราคาแพงขึ้น นอกจากนี้ อาจเห็นคอนโดมิเนียมมีขนาดเล็กลง จึงมีคำถามว่าแล้วคุณภาพชีวิตคนจะดีขึ้นด้วยหรือไม่
“ปัญหาของระบบรถไฟฟ้าคือฟรีซเดอร์ ถ้าดูจากปัจจุบันจะเห็นว่าเมื่อลงจากรถไฟฟ้าแล้ว คนต้องรอวินมอเตอร์ไซต์อีกประมาณ 20 นาที เพื่อเข้าพื้นที่ ปัญหาพวกนี้จะมีตลอดในหลายพื้นที่ เช่น อโศก ทองหล่อ เพราะระบบฟรีซเดอร์บ้านเรามันแย่ เพราะไม่ได้คิดเรื่องนี้ คิดแต่เมนไลน์ไม่ได้คิดถึงเส้นเลือดฝอย ที่จะพาคนไปยังพื้นที่ ทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง อย่างไรก็ตามมองว่า หัวใจของฟรีซเดอร์ คือการเดิน อย่างในสิงคโปร์ ประสบความสำเร็จเรื่องนี้ แต่ไทยเดินยากและกระจายไม่ทั่วถึง มีแค่เพียงบางโลเคชั่นที่สามารถทำได้ เพราะฉะนั้นจึงมองว่าเมนไลน์เราดี แต่ฟรีซเดอร์ไม่ดี ซึ่งเคยทดลองเดินทางจากทองหล่อไปลุมพินีใช้เวลาประมาณ 48 นาที” นายชัชชาติ กล่าว
นายอัษฎา หะรินสุต ประธานกรรมการ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด และกรรมการบริหารธุรกิจการตลาดค้าปลีก ภูมิภาคตะวันออก กล่าวว่า ในโอกาสครบรอบ 125 ปี การดำเนินกิจการในประเทศไทย บริษัทจะจัดงาน Make the Future Thailand ระหว่างวันที่ 19-21 มกราคม 2561 ที่ลานควอเทียร์ แกลลอรี่ ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ โดยภายในงาน มีการสัมมนาเกี่ยวกับเมืองอัจฉริยะ ครอบคลุมการใช้พลังงาน การขนส่ง การวางผังเมืองและเทคโนโลยีที่ทันสมัย รวมถึงการแสดงทิทรรศการแบบบ้านจำลองในอนาคต การจัดแสดงรถอีโค-มาราธอน และการแข่งขันแบบจำลองสถานการณ์ และมีมินิคอนเสิร์ตจากมริโอ เมาเร่อ ซีดี เดอะสตาร์ น้องขิม The Voice Kids และวง BNK48

