นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า(สนค.)กระทรวงพาณิชย์(พณ.) เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยเดือนธันวาคม 2560 มีมูลค่า 19,741 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 8.6% ซึ่งขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 เมื่อหักรายการทองคำและน้ำมันขยายตัว 9.2% ผลจากเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าขยายตัวดีทุกตลาด โดยเฉพาะตลาดซีแอลเอ็มวีและอินเดีย ทำให้มีมูลค่าส่งออกสูงสุดเป็นประวัติการณ์
แยกเป็นการส่งออกกลุ่มสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 14 ที่ 6.6% และกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 ที่ 10 % ทำให้การส่งออกรทั้งปี2560 มีมูลค่า 236,694 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และขยายตัว 9.9% ถือว่าเป็นอัตราขยายตัวสูงสุดรอบ 6 ปี เมื่อหักรายการทองคำและน้ำมันขยายตัว10.1%
สำหรับการนำเข้าเดือนธันวาคม 2560 มีมูลค่า 20,019 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 16.6% จึงขาดดุลการค้า 278 ล้านเหรียญสหรัฐ และทำให้ทั้งปี 2560 นำเข้ามีมูลค่า 222,763 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว14.7% และไทยเกินดุลการค้า13,930 ล้านเหรียญสหรัฐ
นางสาวพิมพ์ชนก กล่าวว่า ปี 2560 ถือว่าการส่งออกไปได้ดี ส่วนปี2561การส่งออกมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และทิศทางราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรและราคาสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันสูงขึ้นตามไปด้วย สนค.จึงประมาณการส่งออกปี 2561 ขยายตัว 5-7 % มีมูลค่า248,529-253,263 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยค่ากลางอยู่ที่ 6% และมีมูลค่า 250,000 ล้านเหรียญสหรัฐ บนสมมติฐานราคาน้ำมัน 55-65 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยน 32-34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
“เป้าหมายอย่างเป็นทางการ จะมีการประกาศหลังประชุมผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) หรือทูตพาณิชย์ รวมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานช่วงวันที่ 19-21 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งทูตพาณิชย์แต่ละประเทศจะประเมินสถานการณ์ส่งออกและเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า พร้อมกับรับมอบนโยบายจากรัฐมนตรีว่าการฯ ”
สำหรับปี2561 สินค้าที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ดี คือ รถยนต์นั่ง เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง เม็ดพลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติก และแผงวงจรไฟฟ้า ในส่วนผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า อาจกระทบกับสินค้าเกษตรเล็กน้อย แต่เชื่อว่าการส่งออกสินค้าเกษตรปีนี้ไปได้ดีและราคาดีขึ้น ส่วนผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่าต่อสินค้าอุตสาหกรรมเชื่อว่าไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากมีการนำเข้าวัตถุดิบเข้ามาถ่วงดุล แม้คาดว่าเงินบาทปีนี้จะแข็งค่าเฉลี่ย 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ก็จะทําให้การส่งออกยังขยายตัวได้5-7%

