นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสมาคมธนาคารไทย แถลงผลกระทบต่อการจะปรับค่าจ้างขั้นต่ำ ปี 2561 หลังจากคณะกรรมการค่าจ้างแรงงานกลาง ชุดที่ 19 ได้พิจารณาประกาศการปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำปีนี้ทั่วประเทศ อยู่ที่ 5-22 บาท หรือเพิ่มขึ้น 1.64-7.14% โดยแบ่งการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ เป็น 7 ระดับ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้วันที่ 1 เมษายน 2561 และคาดกันว่ามติค่าจ้างนี้จะเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 30 มกราคมนี้ว่า กกร.ได้สอบถามความคิดเห็นของสมาชิกในต่างจังหวัดถึงผลกระทบจากการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำครั้งนี้ โดยมีข้อสังเกตว่า การปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ปี 2561 ได้ปรับเกินกว่าที่คณะอนุกรรมการจังหวัดเสนอคณะกรรมการค่าจ้าง ชุดที่ 19 คิดเป็น 92% ของจังหวัดทั้งหมด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกลุ่มจังหวัด 35 จังหวัดที่คณะอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดไม่ได้เสนอปรับขึ้นค่าจ้าง เช่น คณะอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดระยอง มีมติคงอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเดิมในปีนี้ที่ 308 บาทต่อวัน ซึ่งเป็นอัตราเดิมของปี 2560 แต่ประกาศอัตราค่าจ้าง ปี 2561 กำหนดให้ปรับเป็น 330 บาทต่อวัน จึงไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของเศรษฐกิจในพื้นที่ โดยคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตร ภาคบริการ และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี
นายกลินท์กล่าวว่า กกร.ได้รวบรวมความเห็นเพิ่มเติมจากสมาชิกในแต่ละจังหวัดและมีข้อเสนอแนะต่อผลกระทบจากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำประจำปี 2561 ดังนี้ 1.การปรับค่าจ้างขั้นต่ำ ได้มีการดำเนินการแล้วเมื่อ 1 มกราคม 2560 2.การปรับค่าจ้างขั้นต่ำในครั้งนี้ กกร.มีความเห็นว่า ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจความเป็นจริงของแต่ละจังหวัด และไม่เป็นไปตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัด อีกทั้งไม่เป็นไปตามการคำนวณดัชนีทางเศรษฐกิจที่ระบุไว้ตามมาตรา 87 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 3.การปรับค่าจ้างขั้นต่ำในครั้งนี้ จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนค่าจ้างแรงงานและการผลิตเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะภาคเกษตร ภาคบริการ และเอสเอ็มอี เนื่องจากต้นทุนค่าจ้างแรงงานและการผลิตเพิ่มขึ้นทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถปรับตัวได้ทัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นการเร่งให้มีอัตราการว่างงานที่สูงขึ้น จากการที่ผู้ประกอบการนำเครื่องจักรและเทคโนโลยีมาทดแทนแรงงาน
นายกลินท์กล่าวว่า 4.การปรับค่าจ้างขั้นต่ำที่เกินพื้นฐานสภาพความเป็นจริงทางเศรษฐกิจและสังคม จะส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อประเทศในภาพรวม รวมทั้งค่าครองชีพที่จะสูงขึ้นตาม จะส่งผลกระทบต่อประชาชน 5.กกร.สนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาและยกระดับฝีมือแรงงาน เพื่อมุ่งสู่การลอยตัวของค่าจ้างในที่สุด 6.การปรับค่าจ้างครั้งนี้ กกร.มีความเป็นห่วงภาคเกษตร ภาคบริการ และเอสเอ็มอี เป็นอย่างยิ่งจึงขอให้รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือโดยเร่งด่วน และ 7.ภาครัฐควรดำเนินโครงการเพิ่มผลิตภาพแรงงานอย่างจริงจังและเร่งด่วน โดยให้เอกชนที่มีความพร้อมมีส่วนร่วม
“กกร.ขอเสนอให้รัฐบาลทบทวน มติอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่ได้มีมติออกมาตามคณะกรรมการค่าจ้างแรงงานกลาง ให้เป็นไปตามมติคณะอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดและสอดคล้องกับบทบัญญัติของกฎหมาย มาตรา 87 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ที่กำหนดไว้” นายกลินท์กล่าว และว่า จะทำหนังสือรวบรวมมติ กกร.และข้อเสนอดังกล่าวนี้ส่งถึงนายกรัฐมนตรีในวันที่ 23 มกราคมนี้

