นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) นำสื่อมวลชน ขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอส สำรวจความพร้อมในการส่งเสริมธุรกิจ สตาร์ตอัพของ วท.3 จุดสำคัญในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย พื้นที่ในการสร้างกำลังคนสู่ธุรกิจสตาร์ตอัพ “เคเอ็กซ์” (KX) มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ศูนย์บ่มเพาะเพื่อเริ่มต้นธุรกิจสตาร์ตอัพ “ทรู อินคิวบ์” (True Incube) และพื้นที่สร้างเครือข่าย สตาร์ตอัพ “วีโคซิสเต็ม” (Wecosystem) เพื่อส่งเสริมกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองแห่งการเริ่มต้นของธุรกิจสตาร์ตอัพ
จุดแรก ที่ “เคเอ็กซ์” มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ซึ่ง มจธ.เป็น 1 ใน 30 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศที่ร่วมมือกับ วท.ในการพัฒนาหลักสูตรเพื่อสร้างภาวะความเป็นผู้ประกอบการ และเป็นศูนย์การพัฒนาแนวความคิดสู่ธุรกิจนวัตกรรมรายใหม่ โดยมุ่งพัฒนาศักยภาพนักศึกษา อาจารย์ บุคลากรของมหาวิทยาลัย ผู้ประกอบการที่ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัย ให้มีทักษะในการประกอบธุรกิจสตาร์ตอัพหรือธุรกิจนวัตกรรมที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง และสร้างมหาวิทยาลัยให้เป็นพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนความรู้
ทั้งนี้ มีเป้าหมาย คือ การนำความรู้และนวัตกรรมไปใช้งานจริงในการทำธุรกิจสตาร์ตอัพ
ที่ มจธ.นี้เอง ได้พบกับสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จสดๆ ร้อนๆ 2 ราย ที่ได้รับการสนับสนุนจาก วท.
นายธนัท ลัพธวรรณ์ นายปัถย์ เทียนทองดี นายศิริเจตน์ ซิ้มสวัสดิ์ ผู้สร้างแอพพลิเคชั่นอีวีเอ (EVA) เป็นแอพพลิเคชั่นสำหรับห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ (ห้องแล็บ) และโรงพยาบาลเพื่อช่วยในการตรวจสอบความผิดปกติทางพันธุกรรม จากภาพถ่ายโครโมโซม โดยกลุ่มเป้าหมายหลักคือกลุ่มพ่อแม่ที่ต้องการวางแผนการมีบุตรและต้องการตรวจสอบความเสี่ยงในการเกิดความผิดปกติของทารกในครรภ์
ปัญหาในปัจจุบันคือ จากสถิติปีล่าสุด จำนวนคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ทั่วประเทศมีมากกว่า 500,000 คน ในจำนวนนี้มีอายุมากกว่า 35 ปีกว่า 150,000 คน แต่ความสามารถในการตรวจความผิดปกติทางพันธุกรรมทั้งประเทศนั้นรองรับได้เพียง 20,000 เคสเท่านั้น เนื่องจากจำนวนแล็บทั่วประเทศมีเพียง 13 แห่ง โดย 9 แห่งอยู่ในกรุงเทพ และมีเพียง 4 แห่งที่อยู่ตามต่างจังหวัด และแต่ละแห่งมีนักเทคนิคการแพทย์ประจำอยู่เพียง 7-8 คนเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น การฝึกฝนนักเทคนิคการแพทย์แต่ละคนต้องใช้เวลา อย่างน้อย หนึ่งปี จึงจะสามารถเรียนรู้ในการวิเคราะห์โครโมโซมได้
นอกจากนั้น วิธีการวิเคราะห์โครโมโซมยังมีความซับซ้อนและใช้ระยะเวลานาน โดยภายหลังการเพาะเลี้ยงเซลล์จากตัวอย่าง นักเทคนิคการแพทย์จะใช้ซอฟต์แวร์ในการตัดและจัดเรียงโครโมโซมเป็นคู่ๆ และตรวจหาความผิดปกติด้วยตาเปล่า สุดท้ายผลการตรวจจะถูกยืนยันโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง
“เราจึงได้พัฒนา EVA ขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหานี้ โดย EVA เป็นแอพพลิเคชั่นสำหรับวิเคราะห์โครโมโซมแบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ซึ่งอาศัยเทคโนโลยี deep learning ที่ใช้การเรียนรู้ของคอมพิวเตอร์เข้ามาแทนที่การเรียนรู้ของคนและสามารถหาความสัมพันธ์ของข้อมูลได้ในเวลาอันสั้น ทำให้นักเทคนิคการแพทย์สามารถทำงานได้ง่าย เพียงแค่อัพโหลดรูปและรอรับผล นอกจากนั้น EVA ยังถูกออกแบบมาให้ตัวแอพพลิเคชั่นทำงานบนระบบคลาวด์ ทำให้ไม่มีค่าใช้จ่ายในการติดตั้งและดูแลรักษา อีกทั้ง ยังช่วยให้นักเทคนิคการแพทย์สามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ จากอุปกรณ์ใดก็ได้ไม่จำกัดระบบปฏิบัติการ โดยที่ไม่จำเป็นต้องนั่งประจำอยู่ที่ห้องแล็บ สุดท้ายนี้ EVA ยังถูกออกแบบมาให้มีความยืดหยุ่น ทำให้สามารถทำงานร่วมกับระบบที่แล็บใช้งานอยู่แล้วได้เป็นอย่างดี” นายธนัท 1 ใน เจ้าของแอพพลิเคชั่นชุดนี้กล่าว
สำหรับแผนในอนาคต EVA ทำให้เราสามารถพัฒนาการตรวจใหม่ๆ เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งปากมดลูก อีกทั้งเราจะทำตลาดใน ASEAN ภายในปี 2020
อีกทีม เป็นเพียงนักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ของ มจธ.ประกอบด้วย นาย บุญฤทธิ์ บุญมาเรือง นายวัชริศ บุญยิ่งและ นายทิติยะ ตรีทิพไกวัลพร ภายใต้ชื่อทีม Beeconnex มีผลงานที่ได้รับการตอบรับและ สนับสนุนจาก วท.จากผลงานกล่องเลี้ยงผึ้งอัจฉริยะ (Smart Beekeeping) โดยทีม Beeconnex เป็นการนำเทคโนโลยี Internet of things มาประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมการเลี้ยงผึ้ง เนื่องด้วยจากอุตสาหกรรมการเลี้ยงผึ้งในไทยนั้นสร้างมูลค่าการส่งออกให้กับประเทศมากกว่า 1 พันล้านบาท และหากมองในภาพอุตสาหกรรมน้ำผึ้งระดับโลกพบว่าในขณะที่การเพิ่มขึ้นของการผลิตน้ำผึ้งค่อยๆ เพิ่ม แต่มูลค่าทางการตลาดกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความต้องการในตลาดที่ค่อนข้างสูง
โดยในการออกแบบจะทำการนำเซ็นเซอร์ติดเข้าไปภายในกล่องเลี้ยงเพื่อเก็บข้อมูลได้แก่ อุณหภูมิ, ความชื้น, น้ำหนัก, ภาพถ่ายภายในรังและเสียง จากนั้นนำมาแสดงผลผ่านแผงควบคุม (Dashboard) นอกจากนั้นยังมีการนำข้อมูลไปวิเคราะห์เพื่อสัญญาณที่ผิดปกติภายในรังโดยการวิเคราะห์เสียงที่ผึ้งใช้สื่อสารและรูปภาพถ่ายภายในรัง หากพบจะทำการแจ้งเตือนไปยังเจ้าของฟาร์มทั้งผ่านหน้า Dashboard หรือ Line เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที อย่างเช่น เมื่อผึ้งกำลังถูกโจมตีจากศัตรูในธรรมชาติ หรือมีแนวโน้มที่จะหนีรัง เป็นต้น ดังนั้นจึงเป็นการลดโอกาสที่จะสูญเสียกำลังผลิตหรือจำนวนประชากรของผึ้งเลี้ยงซึ่งส่งผลโดยตรงต่อปริมาณผลผลิต
สำหรับโครงการนี้ได้รับความร่วมมือทั้งจากศูนย์ Hatch, อาจารย์ภาควิศวกรรมคอมพิวเตอร์และผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเลี้ยงผึ้ง ซึ่งปัจจุบันความแม่นยำของการวิเคราะห์ว่าปกติหรือไม่ของข้อมูลอยู่ที่ 85% แต่ในอนาคตมีการวางแผนไว้ว่าหากเมื่อพบสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นกับรังจะต้องสามารถที่จะบอกได้ว่าอะไรเป็นสิ่งเร้า เช่น การถูกมดโจมตี, ต่อโจมตี เป็นต้น

คาดว่าโครงการนี้จะสามารถสร้างรายได้เพิ่มให้กับอุตสาหกรรมการเลี้ยงผึ้งมากขึ้นอย่างเป็นกอบเป็นกำแก่เกษตรกรที่นำไปใช้
นายสุวิทย์กล่าวว่า เชื่อว่าไม่เพียงนักศึกษา มจธ.กลุ่มนี้เท่านั้นที่มีความสามารถซึ่งอาจจะพลิกเศรษฐกิจด้านใดด้านหนึ่งของประเทศ แต่มีทั้งนักเรียน นักศึกษาอีกหลายสิบ หรือหลายร้อยคน ที่มีความคิดดีๆ จะก้าวเข้ามาเป็นสตาร์ตอัพ รุ่นใหม่ๆ ที่ วท.พร้อมจะสนับสนุนทุกเรื่อง อย่างเช่น 2 เรื่องนี้ โดย ศูนย์บ่มเพาะเพื่อเริ่มต้นธุรกิจสตาร์ตอัพที่ วท.สนับสนุนในอนาคตอันใกล้จะมีอยู่ทุกมุมเมืองในกรุงเทพฯ ส่งเสริมนวัตกรรมและธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ทั้งการสร้างแรงบันดาลใจ สร้างนวัตกรรม บ่มเพาะธุรกิจ และการลงทุน
ศูนย์บ่มเพาะเพื่อเริ่มต้นธุรกิจ สตาร์ตอัพ “ทรู อินคิวบ์” และพื้นที่สร้างเครือข่ายสตาร์ตอัพ “วีโคซิสเต็ม” ตั้งอยู่ในพื้นที่แนวรถไฟฟ้าสถานีสยาม ทั้ง 2 แห่ง ถือเป็นเป็นผู้นำด้านสตาร์ตอัพที่ครบวงจรที่สุดในการให้บริการและส่งเสริม สตาร์ตอัพไทยให้ก้าวไกลสู่ระดับโลกด้วยระบบนิเวศระดับภูมิภาค ในการส่งเสริม นวัตกรรมและธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ทั้งการสร้างแรงบันดาลใจ สร้างนวัตกรรม บ่มเพาะธุรกิจ และการลงทุน
กรุงเทพฯ ถือเป็นอันดับ 1 เมืองที่ดีที่สุดสำหรับชาวสตาร์ตอัพในเอเชีย และเป็นอันดับ 7 ของโลก เพราะมีตัวเลขของการเติบโตของธุรกิจสตาร์ตอัพที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยย่านนวัตกรรมของกรุงเทพฯ ที่ วท. จะผลักดันให้เป็นเมืองแห่งการเริ่มต้นสตาร์ตอัพ เช่น โยธี ปทุมวัน คลองสาน รัตนโกสินทร์ กล้วยน้ำไท ลาดกระบัง ปุณณวิถีและบางซื่อ จากนั้นจะขยายไปสู่ย่านนวัตกรรมในแนวระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก อีก 4 ย่าน ได้แก่ บางแสน ศรีราชา พัทยา อู่ตะเภา-บ้านฉาง ก่อนจะขยายไปสู่กลุ่มเครือข่ายย่านนวัตกรรมภูมิภาค ได้แก่ เชียงใหม่ ขอนแก่น ภูเก็ตและฉะเชิงเทรา
นายสุวิทย์บอกว่า เวลานี้ผู้ประกอบการสตาร์ตอัพในประเทศไทยขณะนี้มีประมาณ 8 พันราย โดยจะยกระดับ สตาร์ตอัพ 5 พันรายปั้นให้เป็นกองทัพแห่งเศรษฐกิจอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ขณะนี้ วท.ได้ประสานกับบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก 10 ราย อาทิ เครือเจริญโภคภัณฑ์ บริษัทเบทาโกร จำกัด บริษัท ปตท.จำกัด เอสซีจี เป็นต้น ให้ร่วมขับเคลื่อนสตาร์ตอัพไทยให้ก้าวสู่ระดับโลกต่อไปแล้ว

