สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นสหรัฐเมื่อคืนที่ผ่านมา(23มี.ค.) ดัชนีปรับลดลง หลังตลาดกังวลผลจากราคาน้ำมันดิบที่หลุดจากระดับ 40 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งก็ได้ทำให้หุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มเหมืองแร่ลดลงด้วย ขณะที่นักลงทุนค่อนงข้ระมัดระวังการซื้อขาย หลังเกิดเหตุการณ์ก่อการร้ายในเบลเยียม
หลังปิดตลาดดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ระดับ 17,502.59 จุด ลบ 79.98 จุด หรือ -0.45% ดัชนี แนสแดค ปิดที่ระดับ 4,768.86 จุด ลบ 52.80 จุด หรือ -1.10% และดัชนี เอสแอนด์พี500 ปิดที่ระดับ 2,036.71 จุด ลบ 13.09 จุด หรือ -0.64%
ด้านราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ที่ตลาดล่วงหน้านิวยอร์ก ร่วงลงถึง 4% ในการซื้อขายเมื่อคืนที่ผ่านมา โดยราคาส่งมอบเดือนพ.ค.ปรับลดลง 1.66 ดอลลาร์ หรือ 4% ไปปิดตลาดที่ระดับ 39.79 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ หรือEIA ออกมาเปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบรายสัปดาห์ของสหรัฐเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 6 และแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์ ที่ตลาดลอนดอน ส่งมอบเดือนพ.ค.ปรับลดลง 1.32 ดอลลาร์ หรือ 3.2% ปิดตลาดที่ระดับ 40.47 ดอลลาร์/บาร์เรล
ส่วนราคาทองคำที่ตลาดล่วงหน้านิวยอร์ก( COMEX)ส่งมอบเดือนเม.ย.ปรับลดลงแรงถึง 24.60 ดอลลาร์ หรือ 2% ปิดตลาดที่ระดับ 1,224.00 ดอลลาร์/ออนซ์ โดยตลาดทองคำได้รับปัจจัยลบจากสกุลเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ หลังเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ออกมาส่งสัญญาณว่าอาจจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดไว้

