“บิ๊กเกษตรฯ”เดินสายมอบนโยบายในพื้นที่อีสาน-มั่นใจแก้ไขปัญหาราคายางมาถูกทาง

24.01.18 | 15:13 น.

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 24 มกราคม ที่โรงแรมสุนีย์ แกรนด์ จังหวัดอุบลราชธานี นายกฤษฏา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ร่วมประชุมสัมมนา “การขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ระดับพื้นที่สู่การปฏิบัติ” เพื่อชี้แจงนโยบายการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แก่ผู้ปฏิบัติงานในระดับพื้นที่และเพื่อให้ผู้ปฎิบัติงานในพื้นที่บูรณาการการทำงานร่วมกับภาคส่วนต่างๆ รวมทั้งหารือร่วมกับภาคเอกชนในพื้นที่ในการจัดหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกร โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนา จากจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง จำนวน 670 คน


นายกฤษฏา  กล่าวว่า ณ วันนี้ ประเทศไทยโดยเฉพาะภาคการเกษตร มาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญ หากเราต้องการผลลัพธ์ใหม่ ทีมกระทรวงเกษตรต้องทำร่วมกัน ทำสิ่งใหม่ปรับวิธีคิด วิธีทำงานกันใหม่อย่างไร้รอยต่อ แบ่งเป็น 4 สิ่งที่ต้องทำคือ 1. ต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดในการทำงาน ให้มีมุมมองกว้างไกลกว่าในอดีต ที่มองเพียงส่งเสริมการผลิตเท่านั้น แต่ต้องเป็นนักวางแผนการเกษตร การผลิตให้มีคุณภาพและพอเพียงต่อความต้องการของตลาด ไม่ล้นตลาดเกินไป  2.ต้องรู้ลึก รู้จริง ทำได้จริง ลงพื้นที่จริง ให้ได้มากกว่าเกษตรกรหรืออย่างน้อยต้องรู้เท่าทันเกษตรกร 3.ทุ่มเทและมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อสู่เป้าหมายความสำเร็จเดียวกัน เพื่อความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนให้แก่เกษตรกรไทยและ 4.เห็นแก่ประโยชน์ของเกษตรกรและประเทศชาติมากกว่าประโยชน์ส่วนตน ต้องกล้ายืนหยัดในความถูกต้องต่อสู้เพื่อประโยชน์ของเกษตรกรและประเทศชาติทั้งหมด เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกันคือ เกษตรกรไทยต้องหลุดพ้นจากความยากจนโดยจะมีรายได้มากกว่าในปัจจุบันอย่างน้อย 1 เท่าตัวภายในปี 2565 และภายในปี 2570 ครอบครัวเกษตรกรไทยในบัญชีคนยากจนจะหมดไป ขณะเดียวกันระบบสหกรณ์และวิสาหกิจการเกษตรต้องเข้มแข้งสามารถปกป้องเกษตรกรไม่ให้ถูกเอารัด เอาเปรียบและเกษตรกรไทยจะเข้าสู่ระบบสหกรณ์ทุกครัวเรือน เกิดสังคมและชุมชนเกษตรกรไทยแบบ พออยู่ พอเพียงอย่างทั่วถึง และประเทศไทยสามารถผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย 100%ภายในปี 2565 และผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ 60 % ภายในปี 2570

“ปัญหาภาคเกษตรไทยที่ผ่านมา พบนโยบายหลายเรื่องไม่เหมาะสม  มีปัญหาการนำนโยบายมาใช้ในการปฏิบัติให้บรรลุผลได้จริง ผมตั้งใจตั้งแต่วันแรกที่มารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่าจะไม่เพียงจะช่วยทำงานในระดับนโยบายเท่านั้นและจะช่วยปลดล็อคอุปสรรคทางปฏิบัติด้วย เพื่อให้การนำนโยบายไปดำเนินการได้บรรลุผล ” นายกฤษฏา กล่าว

นายกฤษฏา  กล่าวว่า อย่างไรก็ตามจากการประชุมและรับฟังปัญหากับตัวแทนกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยาง 9 จังหวัดเกี่ยวกับสถานการณ์ราคายางในขณะนี้อยู่ที่ 47-48 บาท  ซึ่งที่ผ่านมา ทางกระทรวงก็ได้มีการแก้ไขปัญหาหลายเรื่องและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็ได้ให้ความเห็นชอบแล้ว ทั้งเรื่องการตกลงกับประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซียในการลดการผลิตยางและการส่งออกยาง เลียนแบบกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันโลก (โอเปก) ในตะวันออกกลาง เป็นระยะเวลา 3 เดือน (มกราคม-มีนาคม 2561) จำนวน 3.5 แสนตัน เพราะจากข้อมูลสถิติพบว่าถ้าลดระดับการผลิตยางลงเหลือ 3-4 แสนตันราคายางจะขึ้นไปประมาณ 5-10 บาท

Advertisement

นายกฤษฎากล่าวว่า สำหรับส่วนที่ 2 นายกรัฐมนตรีต้องการให้หน่วยงานภายในประเทศใช้ยางพารามาประกอบเป็นวัตถุผลิตภัณฑ์มากขึ้นโดยตั้งเป้าหมายไว้ 2 แสนตัน  เพื่อให้มีการใช้ยางในประเทศมากขึ้น เช่น ถนน สระน้ำ ลู่สนามกีฬา คือให้มีการใช้ยางในประเทศมากขึ้น ส่วนที่ 3 คนที่เป็นผู้ส่งออกยาง ให้ซื้อยางจากเกษตรกรให้มากยิ่งขึ้น รัฐบาลช่วยเรื่อดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 3 ส่วนที่ 4 สวนยางของราชการออป.หรือของการยาง ของกรมวิชาการ มีอยู่ 4-5 หมื่นไร่ขอให้หยุดกรีดยาง 3 เดือนระหว่าง มกราคม-มีนาคม นี่คือมาตรการในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปัจจุบันราคายางอยู่ที่ 47 บาท ซึ่งถ้าสหกรณ์ใด กลุ่มเกษตรกรใดอยากจะมีโรงเก็บยาง โรงรีดยาง โรงอบยาง ขณะนี้ทางรัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณให้กระทรวงเกษตร ส่วนหนึ่งซึ่งจะคัดเลือกกลุ่มเกษตรกรที่เข็มแข็ง มีความพร้อมในการตั้งโรงรีด โรงผสม รวมทั้งโรงเก็บไว้เอง เพื่อรอราคายางให้เพิ่มขึ้น ซึ่งรัฐบาลมีโครงการแล้ว

“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่มีนโยบายให้ตัดต้นยาง ไม่บังคับ แต่มีนโยบายเพิ่มทางเลือกให้ชาวสวนยาง กรณีที่จะไปประกอบอาชีพเสริม กระทรวงเกษตรจะให้การสนับสนุนอาชีพนั้นๆ หรือเกษตรกรที่มีความพร้อมก็จะสนับสนุนให้กลุ่มเกษตรกรเป็นพ่อค้ายางเองแข่งกับกลุ่มบริษัท 5 เสือ โดยรัฐบาลจะสนับสนุนงบประมาณให้”นายกฤษฏา กล่าว

นายสมาน โตนันท์ ประธานกรรมการเครือข่ายชาวสวนยางจังหวัดอุบลฯและกรรมการเครือข่ายชาวสวนยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่าปัญหาเรื่องยางพารานั้นต้องแก้ไขด้วยตนเอง เพื่อให้มีการผลักดันการใช้ยางภายในประเทศ เช่นการนำยางทำถนนและการใช้ยางในภาครัฐ ต้องทำอย่างจริงจัง ซึ่งเดิมมีแต่การขายยางไปต่างประเทศ ตอนนี้ต้องหันมาอาศัยตัวเอง การใช้ยางภายในประเทศ เช่นทำถนน ประโยชน์สูงสุดก็อยู่ภายในประเทศ จะเป็นการแก้ไขปัญหายางพาราที่ถูกจุด มั่นคงและยั่งยืนที่สุด และจะได้ผลประโยชน์กับทางบ้านเมืองและเกษตรกร ทุกหน่วยงานต้องช่วยกันจริงๆ และช่วยเกษตรกรด้วย คนไทยเราได้ใช้สินค้าของไทยและมีคุณภาพ นี่คือทางรอด นอกจากนี้เกษตรกรจะต้องนำศาสตร์พระราชามาปรับใช้ซึ่งเราจะทำการปลูกยางอย่างเดียวคงไม่ได้ ต้องมีการปรับปรุงการประกอบอาชีพชาวสวนยางให้มีอาชีพเสริม ซึ่งพืชเศรษฐกิจเราอย่าหวังปลูกยางพาราอย่างเดียว มีโอกาสไปไม่รอด ต้องนำศาสตร์พระราชามาใช้ด้วย