ที่กระทรวงพาณิชย์ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังประชุมกับผู้ผลิตสินค้าอุปโคบริโภครายใหญ่ ค้าปลีกสมัยใหม่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ค้าปลีกไทย สมาคมการค้าส่ง–ปลีกไทย เป็นต้น ประมาณ 100 ราย เพื่อหารือผลกระทบการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำปี 2561 ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2561 ว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ แจ้งว่าไม่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรง โดยเฉพาะอุตสาหกรรม เนื่องจากจ่ายค่าแรงสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำอยู่แล้ว ประกอบกับธุรกิจปรับตัวใช้เครื่องจักรและหุ่นยนต์มากขึ้น เช่นเดียวกับค้าปลีก-ค้าส่ง ระบุไม่ได้รับผลกระทบ
อย่างไรก็ตาม การจะปรับขึ้นค่าแรงจะมีผลกระทบบ้างกับบางกลุ่มที่ใช้แรงงานเข้มข้นและจำนวนมาก เช่น ภาคเกษตร ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบราคาสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น ภาคบริการและเอสเอ็มอี รวมถึงผู้ผลิตชุดนักเรียน ซึ่งกระทบต้นทุนกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นสูงสุดไม่เกิน 2% แต่ขณะนี้ยังไม่ได้บอกจะปรับขึ้นราคาแต่อย่างใด
นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า เมื่อพิจารณาการวิเคราะห์ต้นทุนผลกระทบจากการขึ้นค่าแรง ที่กรมการค้าภายใน ได้ศึกษา ถือว่ากระทบต้นทุนน้อยมาก ที่ 0.0182 – 1.0225% ดังนั้นหากไม่กระทบกับต้นทุนสินค้ามากนักหรือไม่มีนัยยะสำคัญ และไม่มีเหตุผลอันสมควร จะปรับขึ้นราคาในระยะนี้จนถึงวันที่ 1 เมษายน 2561 จึงได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการสินค้าและบริการตรึงราคาไว้ก่อน รวมถึงอาหารปรุงสำเร็จในร้านค้าทั่วไปและฟู้ดคอร์ตตามห้างด้วย ซึ่งขณะนี้ไม่พบการปรับขึ้นราคา ขณะเดียวกันได้สั่งการกรมการค้าภายในให้ความสนใจและติดตามเป็นพิเศษสินค้าที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงในกลุ่มดังกล่าว ไม่ให้มีการฉวยโอกาสปรับราคา
นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า ยังได้ขอความร่วมมือให้สมาคมตลาดสดไทย กำกับดูแลราคาสินค้าในตลาดสดและราคาอาหารปรุงสำเร็จ ไม่ให้มีการฉวยโอกาสปรับราคาจำหน่ายเพิ่มสูงขึ้น แต่หากผู้ประกอบการรายใดมีต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นแล้วจำเป็นต้องปรับราคาสินค้า ให้แจ้งกรมการค้าภายในก่อน จะพิจารณาเป็นรายกรณีไป
นายสนธิรัตน์ กล่าวอีกว่า เพื่อดูแลราคาจำหน่ายสินค้าให้เหมาะสมและเป็นธรรม จึงได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในตรวจสอบต้นทุนการผลิตสินค้าทุกชนิด และจัดส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบราคาสินค้าอย่างเข้มงวดทุกช่วงการค้า ตั้งแต่ราคา ณ โรงงาน ราคาจำหน่ายส่ง และราคาจำหน่ายปลีก ทั้งในกรุงเทพฯ และภูมิภาค ทั่วประเทศอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง หากประชาชนพบว่าการค้าไม่เป็นธรรม ร้องมาได้ที่สายด่วน1569 ซึ่งกรมการค้าภายในจะดำเนินการตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 อย่างเคร่งครัด หากมีการขายราคาสินค้าสูงเกินสมควร มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับ ไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นายสนธิรัตน์ กล่าวว่าหลังลอยตัวราคาน้ำตาล พบว่า ราคาลดลง 2 บาทต่อกิโลกรัม ขณะนี้น้ำตาลทรายยังเป็นสินค้าควบคุมและประกาศราคาสูงสุดขายปลีกไม่เกิน 23.50 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งได้ขอความร่วมมือไปยังผู้ประกอบการสินค้าที่มีวัตถุดิบน้ำตาลเป็นส่วนประกอบหลัก โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องดื่มที่ใส่น้ำตาล เช่น น้ำอัดลม ชาเขียว รวมถึง ขนมต่างๆ ให้ปรับราคาลงตามต้นทุน หรือหากไม่สามารถปรับลงได้ ควรจัดโปรโมชั่นให้กับประชาชนทดแทน ส่วนว่าจะทำอย่างไรนั้นขึ้นกับสต็อกน้ำตาลและการบริหารจัดการของเอกชนด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้เข้าร่วมหารือครั้งนี้ ประกอบด้วยตัวแทนจากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมอื่น ๆ 12 สมาคม ได้แก่ สมาคมผู้ค้าปลีกไทย สมาคมการค้าส่ง–ปลีกไทย สมาคมตลาดสดไทย สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป สมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย สมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย สมาคมผู้ผลิตสบู่ไทย ผลิตภัณฑ์ในบ้านเรือนและส่วนบุคคล สมาคมอารักขาพืชไทย (ยาป้องกันและกำจัดศัตรูพืช) สมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย และผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคกว่า 100 ราย ทั้งหมวดอาหารและเครื่องดื่ม ของใช้ประจำวัน วัสดุก่อสร้าง ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม บริภัณฑ์ขนส่ง และปัจจัยการเกษตร รวมทั้งห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ รวม 13 ราย

