เมื่อวันที่ 25 มกราคม นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักวิเคราะห์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ที่ระดับ 31.56 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากช่วงปิดสิ้นวันทำการก่อนที่ระดับ 31.65 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เป็นการแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 50 เดือน หรือ 4 ปี 2 เดือน ปัจจุบันค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น 3.32% ตั้งแต่ต้นปี ขณะที่ปีที่ผ่านมาทั้งปีค่าเงินบาทตลอดทั้งปีแข็งค่าขึ้นกว่า 10% คาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวค่าเงินบาทที่ 31.55-31.65 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
นายจิติพล กล่าวว่า สำหรับการแข็งค่าของเงินบาท เป็นไปในทิศทางเดียวกับค่าเงินเอเชียและยุโรปที่แข็งค่าขึ้น เหตุผลมาจาก เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงแรงก่อนหน้าการประชุมธนาคารกลางยุโรปในวันนี้ หลังจากที่นายสตีฟ มนูชิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐ กล่าวที่กรุงดาวอซในการประชุมเวิลด์อีโคโนมิกฟอรั่ม ว่าดอลลาร์ที่อ่อนค่าเป็นสิ่งที่ดีกับเศรษฐกิจและการค้าของสหรัฐ สนับสนุนนโยบายอเมริกาเฟิร์สต์ ปัจจัยดังกล่าวกระทบกับมุมมองของตลาดกับค่าเงินชัดเจน แม้บอนด์ยีลด์สหรัฐอายุ 10 ปี จะปรับตัวขึ้นตามเช่นกันมาที่ระดับ 2.65% แต่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ก็ปรับตัวขึ้น ซึ่งค่าเงินเอเชียและยุโรปต่างแข็งค่าขึ้นทำสถิติสูงสุดเกือบทั้งหมด โดยค่าเงินยูโรปรับตัวขึ้นใกล้ที่ระดับ 1.24 ดอลลาร์สหรัฐต่อยูโร ตั้งแต่ต้นปีแข็งค่า 3.26% ค่าเงินเย็นแข็งค่าขึ้นทะลุระดับ 109 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ตั้งแต่ต้นปีแข็งค่า 3.04% เช่นเดียวกันกับค่าเงินหยวนที่แข็งค่าหลุดระดับ 6.35 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่า 2.35% ตั้งแต่ต้นปี
“เชื่อว่าปัจจัยการเติบโตหลักของเอเชียในปีนี้ถูกกระตุ้นด้วยปัจจัยภายในประเทศ และการส่งออกที่ดีขึ้นระหว่างเอเชียด้วยกัน ขณะที่การกีดกันการค้าก็เกิดเฉพาะในสินค้าบางชนิด จึงเชื่อได้ว่าเงินทุนไหลเข้าและการแข็งค่าของสกุลเงินทั่วเอเชียจะเป็นแนวโน้มหลักในปีนี้ ในระยะสั้น เรามองปัจจัยการแข็งค่าของสกุลเงินทั่วเอเชียจะยิ่งหนุนให้มีเงินทุนไหลเข้าในฝั่งตราสารหนี้เพื่อเก็งกำไรค่าเงินต่อไปซึ่งจะเป็นวงจรที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าต่อได้ และปรับคาดการณ์เงินบาทปลายปี 2561 แข็งค่าขึ้นไปที่ระดับ 30.20 บาท (แข็งค่า 7.3% จากสิ้นปี 2560) จากเดิม 31.80 บาท สิ่งที่ต่างไปจากเดิมคือความเสี่ยงการเมืองสหรัฐที่มากขึ้น โอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยเริ่มลดลง ขณะที่เศรษฐกิจฝั่งเอเชียเริ่มติดเครื่อง” นายจิติพล กล่าว


