เมื่อเอ่ยถึงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วยปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ในส่วนของนโยบายรัฐบาลที่ต้องการแก้ปัญหาสภาพของพื้นที่ ภายใต้ทิศทางหลักของคำว่า “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ด้วยการส่งเสริมการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น มุ่งเน้นให้มีการบูรณาการทุกภาคส่วน ยึดประชาชนและชุมชนเป็นศูนย์กลางในการดำเนินกิจกรรม เพื่อให้ตรงกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง
พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ได้นำนโยบายดังกล่าวมาดำเนินการเพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม นำจุดแข็งของแต่ละพื้นที่มาประกอบ เพื่อสร้างฐานการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่สำคัญ สอดคล้องกับลักษณะทางกายภาพและศักยภาพของพื้นที่ ทั้งในด้านทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรมนุษย์
กองทัพภาคที่ 4 มองว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ความรุนแรงมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สถานการณ์ในพื้นที่ดีขึ้นตามลำดับ ประชาชนในพื้นที่สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ
ดังจะเห็นได้จากบรรยากาศการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีความคึกคักมากขึ้น
จากสถิติของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ระหว่างเดือน ม.ค.60-พ.ย.60 มีจำนวนสูงถึง 1,227,344 คน รายได้ภาคการท่องเที่ยวสูงถึง 5,146.73 ล้านบาท แยกเป็นนราธิวาส จำนวน 487,076 คน เป็นชาวไทย 180,463 คน ชาวต่างชาติ 306,613 คน, ยะลา จำนวน 585,053 คน เป็นชาวไทย 185,091 คน ชาวต่างชาติ 399,971 คน และปัตตานี จำนวน 155,215 นักท่องเที่ยวชาวไทย 149,005 คน ชาวต่างชาติ 6,210 คน ด้าน นายกฤติยา ก้อนทอง ผู้อำนวยการท่าอากาศยานหาดใหญ่ จ.สงขลา กล่าวว่า อัตราการเติบโตของผู้โดยสารเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมเมื่อปี 2558 มีผู้โดยสาร 2 ล้านกว่าคน จนปัจจุบันปี 2560 เพิ่มขึ้นเป็น 4.4 ล้านคน
“ตัวเลขของผู้โดยสารร้อยละ 90 เป็นผู้โดยสารภายในประเทศ ส่วนผู้โดยสารระหว่างประเทศมีประมาณร้อยละ 10 โดยผู้โดยสารเฉลี่ยต่อวันประมาณวันละ 10,000-12,000 คน อันดับหนึ่งจะเป็นนักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย อันดับสองสิงคโปร์ อันดับสามจีน นอกจากนั้นจะเป็นผู้โดยสารภายในประเทศ โดยตัวเลขที่ก้าวกระโดดจากสองปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นตัวเลขที่เติบโตค่อนข้างสูง ทั้งนี้เป็นเพราะพื้นที่หาดใหญ่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับผู้โดยสารต่างชาติเพราะมีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย”
นายกฤติยาบอกว่า จังหวัดอื่นๆ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกมากมาย ปัจจุบันท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่เตรียมความพร้อมให้บริการ ประกอบกับตัวเลขที่เติบโต ทำให้ทางคณะกรรมการท่าอากาศยานไทยมีโครงการที่พัฒนาเพิ่มขีดความสามารถของท่าอากาศยานหาดใหญ่ในปี 2560-2567 เมื่อแล้วเสร็จสามารถรองรับผู้โดยสารได้ประมาณ 8.5 ล้านคน
“เพื่อรองรับการเติบโตด้านธุรกิจการเที่ยว รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณก่อสร้างท่าอากาศยานเบตง พื้นที่ ต.ยะรม อ.เบตง จ.ยะลา ในวงเงิน 1,900 ล้านบาท บนพื้นที่ 920 ไร่ เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2562 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคต่างๆ เดินทางมาท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ ครม.ยังอนุมัติให้มีการศึกษาวิจัยความเป็นไปได้ในการขยายรันเวย์สนามบินบ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ให้เป็นสนามบินเชิงพาณิชย์ ตามที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้านำเสนอ เพื่อเป็นการพัฒนาและเตรียมความพร้อมยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจของเมืองต้นแบบ สามเหลี่ยม มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”
เมื่อกล่าวถึงการค้าชายแดนในปี 2560 การค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 50 ของมูลค่าการค้าชายแดนทั้งหมด ถือเป็นตลาดที่มีการขยายตัวสูงสุด มีการส่งออกสินค้า 262,690 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 24.35 การนำเข้าสินค้า 209,593 ล้านบาท ไทยได้ดุลการค้า 53,093 ล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตด้านธุรกิจการค้าชายแดน รัฐบาลจึงได้อนุมัติให้มีการก่อสร้างรถไฟทางคู่ในพื้นที่ภาคใต้จาก อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ถึง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และปลายทางที่สถานีปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา คาดว่าเมื่อแล้วเสร็จจะทำให้ธุรกิจการขนส่งสินค้าเกิดความคล่องตัวมากขึ้นและสามารถเพิ่มรายการด้านการค้าชายแดนอีกเป็นจำนวนมาก
และยังมีข้อมูลด้านเศรษฐกิจในภาพรวมของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พบว่ามีการขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา
ปี 2560 พบว่า จ.ยะลา ภาคบริการขยายตัวร้อยละ 6.72 การผลิตภาคอุตสาหกรรม ขยายตัวร้อยละ 12.51 การลงทุนภาคเอกชน ขยายตัวร้อยละ 10.76 มูลค่าการค้าชายแดน ขยายตัวร้อยละ 45.98 ส่วนนราธิวาส ภาคการเกษตรขยายตัวร้อยละ 7.8 ขณะที่ภาคอุตสาหกรรม ขยายตัวร้อยละ 4.5 การลงทุนภาคเอกชน ขยายตัวร้อยละ 2.7 ส่วนปัตตานี ภาคอุตสาหกรรม ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.9 และภาคบริการ ขยายตัว 2.0
สำหรับความเติบโตทางด้านธุรกิจการท่องเที่ยวและธุรกิจด้านการบริการเป็นตัวชี้วัดด้านความเชื่อมั่นในการแก้ปัญหาด้านความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เป็นอย่างดี ประชาชนทั้งในและนอกประเทศเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น
นอกจากนี้ในพื้นที่พบว่าบนถนนสายต่างๆ ประชาชนได้มาตั้งร้านค้าชุมชนเพื่อจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้ที่สัญจรไปมาเพิ่มมากขึ้น ก่อให้เกิดรายได้หรือแม้แต่ในยามค่ำคืนก็พบว่ามีนักท่องเที่ยวออกมาท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ เพิ่มขึ้น เป็นผลมาจากสถานการณ์ความรุนแรงที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับนโยบายการแก้ปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของรัฐบาลและหน่วยงานด้านความมั่นคงที่เน้นเรื่องการรักษาความปลอดภัยควบคู่กับการพัฒนา จนทำให้สถานการณ์ดีขึ้น เป็นผลให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่น และกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี และส่งสัญญาณให้เห็นว่าชายแดนใต้วันนี้ดีขึ้นแล้ว
พล.ท.ปิยวัฒน์ แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวสรุปภาพรวมว่า หลังดำรงตำแหน่งเข้าสู่ระยะปีที่ 2 ตลอดเวลาที่ผ่านมาได้ยึดหลักแนวนโยบายคือ “กฎหมายนำ ทหารตาม การเมืองขยาย” และยังมุ่งมั่นนำเอาแนวทางการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจในพื้นที่ควบคู่ไปกับมาตรการรักษาความไม่สงบเรียบร้อย
มองว่าประชาชนให้พื้นที่ส่วนใหญ่ยังคงประสบปัญหาเรื่องการศึกษา การไม่มีงาน ไม่มีรายได้ นำไปสู่การถูกชักชวน หรือหลอกลวงให้ไปก่อเหตุสร้างสถานการณ์ความรุนแรงและเป็นโจรผู้ร้าย ในที่สุดการดำเนินแนวนโยบายต่างๆ ก็มีความหลากหลายอย่างเห็นได้ชัดมากยิ่งขึ้น เพราะได้หล่อหลอมการพัฒนาร่วมกันมาจากความตั้งใจทุกหน่วยงานและทุกฝ่าย ทำให้สถิติการเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ประกอบกับรัฐบาลยังเข้าขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมการกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นความต้องการชี้ให้เห็นว่าพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ สามารถส่งเสริมทั้งเรื่องการพัฒนาและการลงทุนที่เป็นมาตรฐานได้
ปัจจุบันตัวชี้วัดด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ออกมาแล้ว
สรุปได้ว่าประชาชนในพื้นที่อยู่เป็นปกติสุขมากกว่าเดิม


