หน้าแรก เศรษฐกิจ คลังชงครม.ช่ว...

คลังชงครม.ช่วยลดผลกระทบเอสเอ็มอีให้นำค่าแรงรายวันมาหักค่าใช้จ่าย 1.15 เท่า ตั้งแต่เม.ย.-ธ.ค. 61

25.01.18 | 14:31 น.

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ค่าแรงขั้นต่ำที่ปรับขึ้นมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์นั้น มองว่าค่าแรงขั้นต่ำควรต้องปรับขึ้น เพราะไม่ได้ขึ้นมาหลายปี ที่ผ่านมาค่าครองชีพของประชาชนมีการปรับขึ้นมาหลายครั้ง ดังนั้นค่าแรงขั้นต่ำต้องมีการปรับขึ้นบ้าง ทั้งนี้เอกชนต้องรู้จักปรับตัวพัฒนาการผลิตให้มีประสิทธิภาพเพื่อให้มีรายได้ที่เพิ่มขึ้น และต้องมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาแทนที่แรงงาน เพื่อพัฒนาตัวเอง

ด้านนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ค่าแรงขั้นต่ำที่ปรับขึ้นไม่สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวม ขณะนี้เศรษฐกิจในภาพรวมเริ่มดีขึ้น ผู้ประกอบการมีผลประกอบการที่ดีมานานหลายปี ดังนั้นควรต้องปรับขึ้นค่าแรงบ้าง โดยค่าแรงขั้นต่ำไม่ได้มีการปรับขึ้นมานาน 3-4 ปี และครั้งนี้ปรับขึ้นประมาณ 4% คิดเป็นปีละ 1% ถือว่าน้อยมาก

นายอภิศักดิ์ กล่าวว่า ในกลุ่มเอสเอ็มอีอาจได้รับผลกระทบค่าแรงปรับขึ้น ดังนั้นกระทรวงการคลังเสนอไปยังคณะรัฐมนตรี(ครม.)ช่วยลดผลกระทบ โดยกำหนดให้เอสเอ็มอีมีรายได้ไม่เกินปีละ 100 ล้านบาท สามารถนำค่าใช้จ่ายด้านแรงงานที่จ่ายเป็นรายวันมาหักค่าใช้จ่าย 1.15 เท่า เช่น เคยจ่ายค่าแรง 300 บาทต้องปรับขึ้น 20 บาท ให้นำ 320 บาทมาหักค่าใช้จ่าย 1.15 เท่า ซึ่งทำให้กลุ่มเอสเอ็มอีจ่ายค่าแรงน้อยลง โดยค่าแรงที่ปรับขึ้น 5-20 บาท คำนวณเป็นเงินที่สามารถประหยัดภาษีได้ 9-10 บาท ดังนั้นผู้ประกอบการขึ้นค่าแรง 20 บาทจะออกเองเพียง 10-12 บาท ซึ่งมากกว่าที่เอกชนขอมาว่าจะจ่ายเอง 15 บาทที่เหลือให้รัฐช่วย

“มาตรการครั้งนี้ดีกว่าครั้งที่แล้วที่ให้เฉพาะส่วนของค่าแรงที่เพิ่มขึ้นมาหักค่าใช้จ่าย 1.5 เท่า พร้อมกันนี้มาตรการภาษีดังกล่าวยังให้กับค่าแรงรายวันที่จะต้องปรับขึ้นหนีค่าแรงขั้นต่ำด้วย เช่น ในส่วนที่เคยจ่าย 340 บาทต้องเพิ่มให้เป็น 350 บาท โดยได้เสนอเรื่องไปยังครม.แล้ว ขึ้นอยู่กับทางเลขาครม.ว่าจะบรรจุวาระให้ครม.พิจารณาในวันที่ 30 มกราคมนี้ หรือไม่ โดยมาตรการภาษีให้เริ่มตั้งแต่ 1 เมษายน -31 ธันวาคม 2561 ซึ่งกระทบต่อการจัดเก็บภาษีไม่มาก”นายอภิศักดิ์ กล่าว