หน้าแรก เศรษฐกิจ ปลายปีนี้ อาเ...

ปลายปีนี้ อาเซียน-ญี่ปุ่นเปิดเสรีค้าบริการ-ลงทุน เอื้อไทยสปริงบอร์ดสู่เอเชียใต้

31.01.18 | 16:23 น.

นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในงานสัมมนาเรื่อง ไทย-ญี่ปุ่น หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจผ่านข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA ) จัดโดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ที่โรงแรมโซฟิเทล สุขุมวิท กรุงเทพฯ ว่า ญี่ปุ่นเป็นคู่ที่สำคัญและลำดับต้นๆของไทย ซึ่งได้เปิดเสรีทางการค้าและพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ระหว่างกันหลายระดับ เช่น ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น (AJCEP) และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ในเดือนสิงหาคม 2561 ในช่วงการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน จะมีการลงนามเปิดเสรีการค้าบริการ เคลื่อนย้ายบุคคลธรรมดา และการลงทุนภายใต้ AJCEP จะมีผลใช้บังคับปลายปี 2561 จากก่อนหน้าได้ทยอยลดภาษีสินค้าระหว่างกันมาแล้วตั้งแต่ปี 2552 เมื่อความตกลงรอบนี้มีผล คาดว่าภายใน 10 ปี การค้าระหว่างไทย-ญี่ปุ่น เพิ่มขึ้น 25-30% หรือมีมูลค่าเพิ่มเป็นแสนล้านเหรียญสหรัฐ จากปัจจุบันอยู่ที่ 54,346 ล้านเหรียญสหรัฐ


นางสาวชุติมา กล่าวว่า ตามกรอบ AJCEP ที่เปิดภาคบริการและลงทุน จะทำให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปลงทุนในสาขาบริการต่างๆที่ไทยมีศักยภาพในญี่ปุ่นได้ 100 % เช่น การโฆษณา บริการทัวร์ จัดงานแสดงสินค้าและนิทรรศการ โรงแรม สปา อสังหาริมทรัพย์ ร้านอาหาร การวิจัยและการพัฒนา การซ่อมแซมและบำรุงรักษาอากาศยาน และจัดจำหน่าย เป็นต้น ส่วนนักลงทุนญี่ปุ่นและอาเซียนเข้ามาประกอบธุรกิจสาขาบริการได้ในไทย เช่น บริการธุรกิจ โทรคมนาคม การเงิน อสังหาริมทรัพย์ โดยสามารถเข้ามาถือหุ้นได้ 49 % หรือ 70% ตามประเภทของธุรกิจ ด้านการลงทุนจะคุ้มครอง และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ลงทุนว่าจะได้รับการปฏิบัติที่เป็นธรรมและเท่าเทียมกัน และสามารถโอนเงินเข้า-ออกจากประเทศได้อย่างเสรี นับเป็นการขยายการค้าและกระชับความร่วมมือแบบหุ้นส่วนยุทธ์ศาสตร์(สตราเตจิก พาร์ทเนอร์ชิฟ)ที่มีสัญญารองรับเพิ่มมากขึ้น

ในส่วน JTEPA จะมีการหยิบยกขึ้นมาทบทวนใหม่อีกครั้ง ทั้งเกี่ยวกับการค้า บริการ และลงทุน โดยกระทรวงการต่างประเทศจะเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนเจรจา เพื่อขยายความร่วมมือระหว่างกันมากขึ้น หลังจากมีผลบังคับใช้มา 10 ปีแล้ว ซึ่งช่วยให้การค้าระหว่างไทย-ญี่ปุ่นขยายตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดูจากปี 2550 การค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 48,166 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มเป็น 51,272 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 6.5% ในปี 2559 ในจำนวนนี้ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้ JTEPA มูลค่า 6,152 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนการใช้สิทธิประโยชน์ 81.5% ส่วนการเจรจาทบทวนข้อตกลงนี้จะจบได้เมื่อไหร่ ขึ้นกับการออกแบบและตกลงจะเจรจาอย่างไรบ้างของสองประเทศ มีรายการสินไหนจะนำมาเจรจาต่อเพื่อลดภาษีอีก แต่ข้าว มันสำปะหลัง ไก่ และน้ำตาล ยังบรรจุไว้ในรายการที่มีความอ่อนไหวอยู่ของทั้งสองประเทศ

นางสาวชุติมา กล่าวอีกว่า ญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าอันดับ 2 เป็นตลาดส่งออกอันดับ 3 และเป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 2 ของไทย ส่วนไทยเป็นตลาดส่งออกอันดับ 16 และแหล่งนำเข้าลำดับที่ 8 ของญี่ปุ่น ในปี 2560 การค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 54,346 ล้านเหรียญสหรัฐ ไทยส่งออก 22,309 ล้านเหรียญสหรัฐ และไทยนำเข้า 32,037 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย เช่น รถยนต์ ไก่แปรรูป เครื่องจักรกล เครื่องคอมพิวเตอร์ ส่วนไทยนำเข้าสินค้าเครื่องจักรกล อุปกรณ์ยานยนต์ เหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ และแผงวงจรไฟฟ้า

Advertisement

นายวิทวัส ล่ำซำ ผู้อำนวยการฝ่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ สํานักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กล่าวว่า โอกาสทางธุรกิจบริการและการลงทุนของผู้ประกอบการไทยภายใต้ AJCEP จะทำให้ญี่ปุ่นยังคงใช้ไทยเป็นฐานการลงทุนต่อเนื่อง และใช้ไทยเป็นฐานขยายตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้านรวมถึงเอเชียใต้ อย่างอินเดีย และคาดว่าอาจมีนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น หลังจากที่มีการอำนวยความสะดวกทำธุรกิจของไทยดีขึ้น และยังเป็นโอกาสที่ไทยเปิดวีซ่าให้นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นถึง 30 วัน ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว และบริการอย่างสปา