นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในงานสัมมนาเรื่อง ไทย-ญี่ปุ่น หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจผ่านข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA ) จัดโดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ที่โรงแรมโซฟิเทล สุขุมวิท กรุงเทพฯ ว่า ญี่ปุ่นเป็นคู่ที่สำคัญและลำดับต้นๆของไทย ซึ่งได้เปิดเสรีทางการค้าและพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ระหว่างกันหลายระดับ เช่น ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น (AJCEP) และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ในเดือนสิงหาคม 2561 ในช่วงการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน จะมีการลงนามเปิดเสรีการค้าบริการ เคลื่อนย้ายบุคคลธรรมดา และการลงทุนภายใต้ AJCEP จะมีผลใช้บังคับปลายปี 2561 จากก่อนหน้าได้ทยอยลดภาษีสินค้าระหว่างกันมาแล้วตั้งแต่ปี 2552 เมื่อความตกลงรอบนี้มีผล คาดว่าภายใน 10 ปี การค้าระหว่างไทย-ญี่ปุ่น เพิ่มขึ้น 25-30% หรือมีมูลค่าเพิ่มเป็นแสนล้านเหรียญสหรัฐ จากปัจจุบันอยู่ที่ 54,346 ล้านเหรียญสหรัฐ
นางสาวชุติมา กล่าวว่า ตามกรอบ AJCEP ที่เปิดภาคบริการและลงทุน จะทำให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปลงทุนในสาขาบริการต่างๆที่ไทยมีศักยภาพในญี่ปุ่นได้ 100 % เช่น การโฆษณา บริการทัวร์ จัดงานแสดงสินค้าและนิทรรศการ โรงแรม สปา อสังหาริมทรัพย์ ร้านอาหาร การวิจัยและการพัฒนา การซ่อมแซมและบำรุงรักษาอากาศยาน และจัดจำหน่าย เป็นต้น ส่วนนักลงทุนญี่ปุ่นและอาเซียนเข้ามาประกอบธุรกิจสาขาบริการได้ในไทย เช่น บริการธุรกิจ โทรคมนาคม การเงิน อสังหาริมทรัพย์ โดยสามารถเข้ามาถือหุ้นได้ 49 % หรือ 70% ตามประเภทของธุรกิจ ด้านการลงทุนจะคุ้มครอง และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ลงทุนว่าจะได้รับการปฏิบัติที่เป็นธรรมและเท่าเทียมกัน และสามารถโอนเงินเข้า-ออกจากประเทศได้อย่างเสรี นับเป็นการขยายการค้าและกระชับความร่วมมือแบบหุ้นส่วนยุทธ์ศาสตร์(สตราเตจิก พาร์ทเนอร์ชิฟ)ที่มีสัญญารองรับเพิ่มมากขึ้น
ในส่วน JTEPA จะมีการหยิบยกขึ้นมาทบทวนใหม่อีกครั้ง ทั้งเกี่ยวกับการค้า บริการ และลงทุน โดยกระทรวงการต่างประเทศจะเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนเจรจา เพื่อขยายความร่วมมือระหว่างกันมากขึ้น หลังจากมีผลบังคับใช้มา 10 ปีแล้ว ซึ่งช่วยให้การค้าระหว่างไทย-ญี่ปุ่นขยายตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดูจากปี 2550 การค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 48,166 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มเป็น 51,272 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 6.5% ในปี 2559 ในจำนวนนี้ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้ JTEPA มูลค่า 6,152 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนการใช้สิทธิประโยชน์ 81.5% ส่วนการเจรจาทบทวนข้อตกลงนี้จะจบได้เมื่อไหร่ ขึ้นกับการออกแบบและตกลงจะเจรจาอย่างไรบ้างของสองประเทศ มีรายการสินไหนจะนำมาเจรจาต่อเพื่อลดภาษีอีก แต่ข้าว มันสำปะหลัง ไก่ และน้ำตาล ยังบรรจุไว้ในรายการที่มีความอ่อนไหวอยู่ของทั้งสองประเทศ
นางสาวชุติมา กล่าวอีกว่า ญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าอันดับ 2 เป็นตลาดส่งออกอันดับ 3 และเป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 2 ของไทย ส่วนไทยเป็นตลาดส่งออกอันดับ 16 และแหล่งนำเข้าลำดับที่ 8 ของญี่ปุ่น ในปี 2560 การค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 54,346 ล้านเหรียญสหรัฐ ไทยส่งออก 22,309 ล้านเหรียญสหรัฐ และไทยนำเข้า 32,037 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย เช่น รถยนต์ ไก่แปรรูป เครื่องจักรกล เครื่องคอมพิวเตอร์ ส่วนไทยนำเข้าสินค้าเครื่องจักรกล อุปกรณ์ยานยนต์ เหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ และแผงวงจรไฟฟ้า
นายวิทวัส ล่ำซำ ผู้อำนวยการฝ่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ สํานักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กล่าวว่า โอกาสทางธุรกิจบริการและการลงทุนของผู้ประกอบการไทยภายใต้ AJCEP จะทำให้ญี่ปุ่นยังคงใช้ไทยเป็นฐานการลงทุนต่อเนื่อง และใช้ไทยเป็นฐานขยายตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้านรวมถึงเอเชียใต้ อย่างอินเดีย และคาดว่าอาจมีนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น หลังจากที่มีการอำนวยความสะดวกทำธุรกิจของไทยดีขึ้น และยังเป็นโอกาสที่ไทยเปิดวีซ่าให้นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นถึง 30 วัน ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว และบริการอย่างสปา

