หน้าแรก เศรษฐกิจ ผลสำรวจภัยแล้...

ผลสำรวจภัยแล้ง พบหนี้ครัวเรือนเกษตรกรเพิ่ม12%สูงสุดรอบ 6 ปี

24.03.16 | 19:48 น.

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจสถานการณ์ภัยแล้งของไทยปี2559 ช่วงวันที่ 7-18 มีนาคม 2559 จากเกษตรกรและภาคธุรกิจ 2,000 ราย พบว่า มีความเป็นไปได้ สถานการณ์ภัยแล้งปีนี้ จะสิ้นสุดถึงเดือนมิถุนายน หลังจากนั้นจะเข้าสู่ฤดูฝน ซึ่งภัยแล้งครั้งนี้จะสร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรมูลค่า 77,861 ล้านบาท และสร้างความเสียหายต่อภาคธุรกิจทางตรงและอ้อม 41,416 ล้านบาท มูลค่าความเสียหายรวม 119,278 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้การขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี หายไป 0.85% อาจกระทบจีดีพีทั้งปีลดเหลือ 2.7-2.9% ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 3-3.5% โดยไม่เชื่อว่าภัยแล้งเลวร้ายยืดยาวถึงเดือนกันยายน แต่หากเกิดจริงจะสร้างความเสียหายถึง 153,759 ล้านบาท และจีดีพีหายไป 1.10%

เมื่อแยกความเสียหายจากภัยแล้งของผลผลิตเกษตร พบว่า ข้าวนาปีเสียหาย 31,406 ล้านบาท ข้าวนาปรัง 43,075 ล้านบาท มันสำปะหลัง 1,215 ล้านบาท และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 2,163 ล้านบาท ส่วนภาคธุรกิจขนาดเล็ก เสียหาย 39,927 ล้านบาท เฉลี่ยรายละ 9.4 แสนบาท ธุรกิจขนาดกลาง 1,446 ล้านบาท เฉลี่ยรายละ 1.22 ล้านบาท และธุรกิจขนาดใหญ่ 42 ล้านบาท เฉลี่ยรายละ 1.67 ล้านบาท ซึ่งธุรกิจภาคการค้าเสียหายจากใช้จ่ายลดลง ในสำรวจเกษตรกร ระบุสถานการณ์แล้งปีนี้รุนแรงกว่าปีก่อน และ 81.3% ได้รับผลกระทบแล้ว ซึ่งกระทบต่อต้นทุนการผลิต ปริมาณผลผลิตและรายได้ลดลง ต้นทุนการหาแหล่งน้ำ และหนี้สินครัวเรือนเพิ่มขึ้น

” ขณะนี้เกษตรกร มีหนี้เฉลี่ย 167,452 บาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้น 12.1% จากปี 2558 ซึ่งระดับหนี้สูงสุด ตั้งแต่เริ่มทำสำรวจเมื่อปี 2553 แต่เกษตรกรส่วนใหญ่ปรับตัวได้แล้วเมื่อเจอภัยแล้ง โดยหันไปค้าขาย เปลี่ยนพืชที่ปลูกใช้น้ำน้อย รับจ้างรายวัน ขุดบ่อกักเก็บน้ำ เป็นต้น เกษตรกรคาดกันว่าภัยแล้งสิ้นสุดเดือนกันยายน และเสนอให้ภาครัฐเร่งดำเนินการหาแหล่งน้ำ ดูแลราคาสินค้าเกษตร สร้างรายได้เกษตรกรให้มั่นคง ” นายธนวรรธน์ กล่าว

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ในภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากสุด คือ ธุรกิจเกษตรและการค้า ซึ่งมียอดและกำไรลดลง อาจกระทบจ้างแรงงานลดลงด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ธุรกิจเห็นว่าผลกระทบแรกต่อธุรกิจ คือ ปัญหาเศรษฐกิจประเทศ และเศรษฐกิจโลก รองลงมาคือภัยแล้ง โดยภาคธุรกิจ จะสามารถประคองตัวเองได้ถึงเดือนสิงหาคมถึงตุลาคมนี้ หากหลังจากนั้นหากสถานการณ์ภัยแล้ง และเศรษฐกิจไม่ดีขึ้น ภาคธุรกิจจะทนต่อความเสียหายไม่ได้ ขณะนี้จึงต้องการให้รัฐบาลยืดเวลาการชำระหนี้ กระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายในประเทศ ดูแลเสถียรภาพวัตถุดิบ เป็นต้น เมื่อหลังจากภัยแล้งแล้วรัฐควรจะสร้างกลไกหรือแผนสำรองรับมือภัยแล้ง บริหารจัดการระบบเขื่อนอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างพื้นที่ป่าเพิ่มกักเก็บน้ำธรรมชาติ เป็นต้น

ทั้งนี้ เห็นด้วยที่รัฐบาลจะกระตุ้นเศรษฐกิจล็อตใหม่และเยียวยาภัยแล้ง ผ่านโครงการบ้านประชารัฐ และมาตรการนำค่าใช้จ่ายช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ มาลดหย่อนภาษีได้อีก 20,000 -30,000 ล้านบาท รวมภาครัฐจะมีการใช้จ่ายเงินสู่ระบบ 60,000 -100,000 ล้านบาท ถือว่ามาถูกทาง หากใช้จ่ายได้ตามเป้าหมาย ก็เพียงพอที่จะพยุงเศรษฐกิจในช่วงที่เกิดปัญหาภัยแล้งได้

Advertisement

—————