นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม รักษาราชการแทนอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวในงานสัมมนาหัวข้อ อนาคตกาแฟไทยในโลกการค้าเสรี จัดโดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ที่จังหวัดเชียงรายว่า ภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-ออสเตรเลีย ในวันที่ 1 มกราคม 2563 ประเทศไทยจะต้องเปิดเสรีสินค้าเมล็ดกาแฟและผลิตภัณฑ์กาแฟจากประเทศออสเตรเลีย ลดภาษีศุลกากรเป็น 0% ทั้งนี้ออสเตรเลียไม่ได้เป็นผู้ปลูกกาแฟ แต่มีศักยภาพแปรรูปเมล็ดกาแฟส่งออกได้ สำหรับผลการหารือกับผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมกาแฟภาคเหนือ ทั้งเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ โรงคั่วกาแฟ ร้านกาแฟ ผู้ประกอบการ ตลอดจนผู้ส่งออก เป็นต้น ส่วนใหญ่ยอมรับการค้าเสรีที่จะเกิดขึ้น ซึ่งเป็นเทรนด์ของโลก และผลกระทบไม่น่ากังวลนัก เพราะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีคณะทำงานดูแลการนำเข้า ในการส่งเสริมการแข่งขัน ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เช่น สมาคมกาแฟไทย ส่งเสริมตลอดห่วงโซ่กาแฟ ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพ สร้างมูลค่าเพิ่ม และอัตลักษณ์ให้กับกาแฟของไทย
นางอรมน กล่าวว่า ตลาดสำหรับกาแฟของไทยยังมีโอกาสอีกมาก เนื่องจากผลผลิตกาแฟในไทยมีแนวโน้มลดลง ต้องนำเข้าวัตถุดิบกาแฟจำนวนมาก สวนทางกับความต้องการบริโภคในประเทศและในต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นและมีความหลากหลาย ทำให้ไทยมีโอกาสในการส่งออกเมล็ดกาแฟและผลิตภัณฑ์กาแฟเพิ่มมากขึ้นด้วย และเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้เกี่ยวข้องจะมีการจัดสัมมนาลงพื้นที่ภาคใต้พูดคุยกับผู้เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมกาแฟอีกครั้งในเร็วๆ นี้
นางสาวราตรี เม่นประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร กล่าวว่า กาแฟนับเป็นอีกพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย แต่ผลผลิตลดลงเรื่อยๆ จากพันธุ์ที่ปลูกและอากาศแปรปรวน ผลผลิตต่อไร่ลดลง สวนทางกับความต้องการบริโภคสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยปี2558 ผลผลิตอยู่ที่ 2.6 หมื่นตัน แต่ปี 2560 อยู่ที่ 2.59 หมื่นตัน คาดปี 2561 อยู่ที่ 2.6 หมื่นตัน ส่วนความต้องการบริโภคในประเทศ ปี 2558 อยู่ที่ 8 หมื่นตัน ปี 2560 อยู่ที่ 9 หมื่นตัน และคาดว่าปีนี้อยู่ที่ 9.5 หมื่นตัน ทำให้เฉลี่ยแต่ละปีต้องนำเข้าเกือบ 6 หมื่นตัน โดยไทยมีพื้นที่เพาะปลูกราว 2.5 แสนไร่ทั่วประเทศ แบ่งเป็นภาคใต้ 70% ภาคเหนือ 30% ส่วนปีนี้คาดผลผลิตกาแฟโลกอยู่ที่ 9.57 ล้านตัน ความต้องการบริโภคที่ 9.47 ล้านตัน ซึ่งดีมานด์เพิ่มต่อเนื่อง ดังนั้นแนวโน้มจากนี้คาดว่าไทยจะนำเข้ากาแฟมากขึ้น และเป็นโอกาสที่จะแปรรูปกาแฟและทำกาแฟสำเร็จรูปส่งออก โดยไทยยังส่งออกกาแฟน้อยอยู่ มีโอกาสขยายตัวอีกมาก ปี 2559 ส่งออกเมล็ดกาแฟเพียง 521 ตัน มูลค่า 3.5 ล้านเหรียญสหรัฐ และกาแฟสำเร็จรูป 3.4 หมื่นตัน มูลค่า 117 ล้านเหรียญสหรัฐ
นางวารี สดประเสริฐ นายกสมาคมกาแฟไทย กล่าวว่า แนวโน้มการดื่มกาแฟของคนเอเชียเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่ยังอยู่ในระดับต่ำ เช่น ไทยบริโภคกาแฟที่ 0.5 กิโลกรัม(กก.) ต่อคนต่อปี ต่างจากยุโรป ที่ 12 กก.ต่อคนต่อปี กาแฟจึงเป็นสินค้าที่จะขยายตัวได้อีกมากในตลาดเอเชีย ดังนั้นการเปิดเสรีตลาดกาแฟให้กับออสเตรเลียน่าจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมกาแฟไทย ในการยกระดับคุณภาพการผลิตและสร้างเสริมให้เกิดกาแฟพรีเมี่ยมของประเทศได้

