เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานได้ตัดสินใจเลื่อนโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งจ.กระบี่กำลังการผลิต 800 เมกะวัตต์ และเทพา จ.สงขลากำลังการผลิต 2,000 เมกะวัตต์ ออกไปอีก3ปี โดยในส่วนของโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่นั้นระหว่างนี้จะให้ดำเนินการศึกษารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ(อีเอชไอเอ) และรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ)ไปพร้อมกันให้แล้วเสร็จ ขณะที่โรงไฟฟ้าเทพา จ.สงขลา ก็จะต้องศึกษาอีเอชไอเอและอีไอเอเช่นกัน แต่ก่อนจะเริ่มขั้นตอนต้องศึกษาความเหมาะสมของพื้นที่ปัจจุบันและทางเลือกอื่นควบคู่ไปด้วย อาจตั้งฝั่งอ่าวไทยหรืออันดามันก็ได้ ใช้เวลาศึกษา 3ปีจากนี้ โดยกระทรวงจะเสนอแผนเลื่อนโรงไฟฟ้าถ่านหินเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) พร้อมกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า 20 ปี(พีดีพี)ฉบับปรับปรุงใหม่ช่วงเดือนมีนาคม 2561
นายศิริกล่าวว่า ผลจากการเลื่อนโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้ง 2,800 เมกะวัตต์จะไม่ทำให้สถานการณ์ไฟฟ้าน่าเป็นห่วงแม้ปัจจุบันจะพึ่งพาจากภาคกลาง 460 เมกะวัตต์ คิดเป็น 17% เพราะผลจากการศึกษาแผนพีดีพีฉบับปรับปรุงร่วมกันระหว่างกระทรวงพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) เบื้องต้น พบว่า ช่วง5ปีข้างหน้าภาคใต้ที่จะยังสามารถรักษาความมั่นคงและระบบไฟฟ้าภาคใต้ หากดำเนินการดังนี้ 1.เพิ่มจำนวนและขนาดและขนาดสายส่งแรงดันสูง เชื่อมโรงไฟฟ้าหลักที่มีอยู่ในปัจจุบันคือ ขนอมและจะนะ กำลังผลิตรวม 2,400 เมกะวัตต์ ตรงสู่เมืองที่มีการใช้ไฟฟ้ามากในบริเวณฝั่งอันดามัน และเชื่อมกับสายส่งหลักจากภาคกลางที่สถานีจังหวัดสุราษฎร์ธานี
นายศิริกล่าวว่า 2.พัฒนาระบบสายส่งซึ่งกฟผ.มีแผนลงทุนขยายการส่งไฟฟ้าจากภาคกลางไปภาคใต้เป็น 1,000 เมกะวัตต์ และสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้สามารถบริหารจัดการได้เพียงพอซึ่งปัจจุบันมีโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดเล็กแล้วประมาณ 100 เมกะวัตต์ โดยจะเพิ่มอีกจำนวน300เมกะวัตต์ ซึ่งภาครัฐจะเข้ามาลงทุนแทนกฟผ.เพราะมองว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ควรใช้งบประมาณจากรัฐ นอกจากนี้จะใช้มาตรการดีมานด์ เรสปอนส์ คือลดใช้ไฟฟ้าได้ตามเป้าหมายที่กกพ.กำหนดเพื่อรับส่วนลดค่าไฟฟ้า
“ปัจจุบันภาคใต้มีความต้องใช้ไฟฟ้าสูงสุดประมาณ 2,600 เมกะวัตต์ แต่ผลิตได้ประมาณ 2,000 เมกะวัตต์ จึงนำจากภาคกลางมาช่วย ซึ่งปกติไฟฟ้าภาคใต้โดยเฉพาะจุดท่องเที่ยวจะขยายตัวมากกว่า5%ต่อปี ซึ่งการเลื่อนโรงไฟฟ้าถ่านหินมั่นใจว่าจะไม่เกิดปัญหาเพราะมาตรการรองรับทั้งหมดจะช่วยลดโหลดไฟฟ้าได้ถึง 10-15% ในช่วง5ปีข้างหน้า”นายศิริกล่าว

