นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ หัวหน้าผู้แทนไทยในการประชุมคณะกรรมการเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP-TNC) กล่าวว่า ปีนี้จะเป็นปีที่มีความสำคัญมาก หลังจากการเจรจา RCEP ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีความคืบหน้าแบบค่อยเป็นค่อยไป สมาชิกอาเซียนจึงเห็นพ้องที่จะต้องเร่งรัดการเจรจาให้เป็นไปตามที่ผู้นำ RCEP ได้มาพบกันเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 ณ สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยได้มอบหมายให้รัฐมนตรีและคณะเจรจาเพิ่มความพยายามในการเจรจาในปี 2561 ดังนั้น ตั้งแต่ต้นปี 2561 อาเซียนจึงได้มีการประชุมทั้งระดับคณะกรรมการและรัฐมนตรี เพื่อร่วมแสดงบทบาทนำที่จะผลักดันให้สรุปผลภายในปีนี้อย่างชัดเจน โดยจะปรับกลยุทธ์การเจรจากับประเทศคู่เจรจาแต่ละประเทศ รวมทั้งจะกำหนดเป้าหมายการเจรจาอย่างชัดเจนในแต่ละประเด็น สำหรับคณะทำงานและคณะทำงานกลุ่มย่อย เพื่อให้เจรจาบรรลุผลสำเร็จตามแนวทางที่กำหนดไว้
นายรณรงค์กล่าวว่า การประชุม RCEP-TNC ในครั้งนี้ จะเป็นการประชุม RCEP ครั้งแรกในปี 2561 ซึ่งจะเน้นการเจรจาในประเด็นหลัก ได้แก่ การค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุน โดยอาเซียนจะเสริมการหารือแบบทวิภาคีกับประเทศคู่เจรจา เพิ่มจากการเจรจา TNC ตามปกติ เพื่อให้การเจรจามีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีความตั้งใจที่จะผลักดันให้ประเทศคู่เจรจายอมรับข้อเสนอรูปแบบการเปิดตลาดสินค้าของอาเซียน คือยกเลิกอัตราศุลกากรร้อยละ 92 ของรายการทั้งหมด และมูลค่านำเข้าภายในเวลา 15 ปี บนพื้นฐานของการยกเลิกภาษีสินค้าเดียวกันให้แก่ทุกประเทศอย่างเท่าเทียมกัน รวมถึงข้อเสนอรูปแบบการเปิดตลาดในสินค้าส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 8 ซึ่งเป็นข้อเสนอใหม่เพิ่มเติมของอาเซียน เพื่อผลักดันให้การเจรจาครอบคลุมสินค้าทั้งหมด ซึ่งหวังว่าประเทศคู่เจรจาจะตอบสนองเชิงบวกและปรับปรุงข้อเสนอการเปิดตลาดให้ดีขึ้นกว่าเดิม ในรอบนี้จะมีการเจรจาเรื่องกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าด้วย ซึ่งกรมฯ มองว่า RCEP จะช่วยปรับประสานอัตราภาษีศุลกากรและกฎกติกาให้สอดคล้องกัน ทำให้เข้าสู่ตลาดขนาดใหญ่ได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น ทั้งนี้ ท่าทีของประเทศคู่เจรจาและผลสำเร็จที่ได้จากการประชุมครั้งนี้ จะเป็นตัวกำหนดว่าการเจรจา RCEP จะสามารถบรรลุผลได้ตามเจตนารมณ์ของผู้นำหรือไม่

