นายธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีอาวุโสวิชาการและงานวิจัย และผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทุกตัวในเดือนมกราคม 2561 ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวม อยู่ที่ระดับ 80 เพิ่มจากเดือนธันวาคม 2560 อยู่ที่ 79.2 เป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 และสูงสุดในรอบ 36 เดือน นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2558 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบัน อยู่ที่ 54.7 เพิ่มจาก 53.6 ซึ่งเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 และสูงสุดรอบ 9 เดือน และดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอนาคต อยู่ที่ 90.8 เพิ่มจาก 90.2 เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 และสูงสุดในรอบ 58 เดือน
ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 67 เพิ่มจาก 66.2 เพิ่มต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 และสูงสุดรอบ 34 เดือน ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานทำ อยู่ที่ 74.9 เพิ่มจาก 74 เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 และสูงสุดรอบ 57 เดือน และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 98 เพิ่มจาก 97.5 เพิ่มต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 และสูงสุดรอบ 37 เดือน
สาเหตุที่ทำให้ดัชนีทุกรายการเพิ่มขึ้น เนื่องจากประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจดีเกินคาด ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)คาดว่าเศรษฐกิจปี 2560 จะโต 4% สูงสุดในรอบ 5 ปี และปี 2561 คาดโต 4.2% การส่งออกขยายตัวต่อเนื่อง ประกอบการการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 5-22 บาทต่อวัน ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2561 ส่งผลผู้ใช้แรงงาน 6 ล้านคน มีรายได้ในอนาคตเพิ่มขึ้น ตลาดหุ้นไทยทะลุ1,800 จุด สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และราคาสินค้าเกษตรดีขึ้น โดยเฉพาะข้าว ”
“ทิศทางของดัชนีฯดีขึ้นและยังเป็นขาขึ้น แต่ยังต่ำกว่าระดับปกติที่ 100 เพราะการขยายตัวของเศรษฐกิจและการกระจายรายได้ยังไม่ทั่วถึง คนต่างจังหวัดและคนมีรายได้น้อย ยังรู้สึกการหารายได้ไม่ใช่เรื่องง่าย “นายธนวรรธน์กล่าว
สำหรับเรื่องที่ต้องจับตาและเป็นสัญญาณเชิงลบจะกระทบกับความเชื่อมั่นผู้บริโภคระยะต่อไป ได้แก่ การประกาศปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ทำให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี มีสภาพคล่องลดลง และประชาชนกังวลข้าวของจะราคาแพงขึ้น ส่งผลให้ดัชนีภาวะค่าครองชีพในปัจจุบันลดลงครั้งแรกรอบ 4 เดือน ค่าเงินบาทที่แข็งค่ารวดเร็วจะกระทบยอดขายของผู้ประกอบการในรูปเงินบาทลดลง ประกอบกับประชาชนมีความกังวลว่าจะเลื่อนเลือกตั้งออกไปเป็นเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ราคาสินค้าเกษตรบางตัวทรงตัวในระดับต่ำ เช่น ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยสัตว์ และราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าเป็นอาการระยะสั้น เศรษฐกิจไม่ได้เสียการทรงตัว จะยังรักษาโมเมนตัมในทิศทางฟื้นตัวได้ คาดว่าเดือนภุมภาพันธ์-มีนาคมนี้ สถานการณ์จะคลายตัว
นอกจากนี้ จากการสำรวจดัชนีความเหมาะสมการซื้อรถยนต์คันใหม่ ดัชนีความเหมาะสมในการซื้อบ้านหลังใหม่ ดัชนีความเหมาะสมในการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยว และดัชนีความเหมาะสมในการลงทุนทำธุรกิจของเอสเอ็มอี เพิ่มขึ้นทุกรายการ ส่งผลให้ดัชนีวัดความสุขในการดำรงชีวิต อยู่ที่ 84.3 เพิ่มจาก 83 ดัชนีภาวะค่าครองชีพลดลงครั้งแรกรอบ 4 เดือน อยู่ที่ 70.5 จาก 72.3 เนื่องจากรู้สึกว่าค่าครองชีพสูงขึ้นกว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้น และความกังวลจากการปรับขึ้นค่าแรง จะทำให้สินค้าแพงขึ้น ดัชนีความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหายาเสพติด อยู่ที่ 71.8 เพิ่มจาก 70.1 และดัชนีความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 อยู่ที่ 86.2 จาก 90.8 เพราะกังวลว่าจะเลื่อนการเลือกตั้งจากปี2561
สำหรับคาดการตัวเลขทางเศรษฐกิจปี 2561 คาดขยายตัว 4.2-4.5% อัตราแลกเปลี่ยน 31.50-32.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่เป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการส่งออก แนวโน้มจากนี้เงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จากการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ และนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐที่ไม่ต้องการให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าไปมากกว่านี้ ขณะที่การส่งออกขยายตัว 5% นักท่องเที่ยวมาไทย 37 ล้านคน โดยเริ่มเห็นเศรษฐกิจฟื้นตัวเต็มปลายไตรมาส 2 และไตรมาส 3 ผู้ประกอบการจะสามารถรับรู้รายได้ที่เพิ่มขึ้น พร้อมกับเศรษฐกิจฟื้นตัวชัดเจนขึ้น และเศรษฐกิจไทยปี 2561 มีโอกาสขยายตัวถึง 4.5-5% จากแผนลงทุนภาครัฐ

