หน้าแรก เศรษฐกิจ จีจีซีจับมือเ...

จีจีซีจับมือเกษตรไทยลุยไบโอชีวภาพ

6.02.18 | 20:43 น.

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ หัวหน้าทีมภาคเอกชน คณะทำงานคลัสเตอร์ภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (นิวส์-เอสเคิร์ฟ) หรือดี 5 ภายใต้ความร่วมมือประชารัฐ เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือขับเคลื่อนการลงทุนไบโอคอมเพล็กซ์ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ (ไบโออีโคโนมี) ในพื้นที่นำร่อง จ.นครสวรรค์ โดยมีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานกรรมการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ จีจีซี และนายปรีชา อรรถวิภัชน์ ประธานกรรมการ บริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ เคทิส ร่วมในพิธีดังกล่าว

นายประเสริฐ กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าว เกิดมาจากแนวคิดเรื่องการพํฒนาเศรษฐกิจชีวภาพของรัฐบาล เป็นการนำ เกษตรกรรมสมัยใหม่มาบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ควบคู่กับการวิจัยและพัฒนา เพื่อให้เกิดคุณค่าและสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนจากเศรษฐกิจฐานเกษตรกรรมไปเป็นเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม โดยการพัฒนาด้านเศรษฐกิจชีวภาพ จะใช้สินค้าเกษตรจากมันสำปะหลังและอ้อย ที่เป็นสินค้าเกษตรไทยที่ส่งออกเป็นอันดับ 1 และ 2 ของโลกเป็นตัวนำร่อง โดยจีจีซีในฐานะแกนนำด้านผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อมของกลุ่ม พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือกลุ่มพีทีทีจีซี ได้ร่วมทุนกับ เคทิส ในสัดส่วน 50 : 50 เดินหน้านครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์( เอ็นบีซี )บนพื้นที่ 2,000 ไร่ ในอ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ แหล่งปลูกอ้อยพันธุ์ดีของไทย พร้อมแบ่งโครงการออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่หนึ่งเป็นโครงการลงทุนพัฒนาอุตสาหกรรมเคมีชีวภาพครบวงจร ประกอบด้วยโรงงานผลิตเอทานอล ไฟฟ้าชีวมวล ระบบสาธารณูปโภค เพื่อเป็นระบบส่งเสริมกระบวนการผลิตกลางของโครงสร้างพื้นฐานรองรับโครงการระยะที่2 มูลค่าโครงการ 7,650 ล้านบาท ขณะที่ระยะ2 ประกอบด้วย โรงงานเคมีและพลาสติกชีวภาพ โรงงานอาหารเสริม มูลค่าการลงทุน 30,000 ล้านบาท

นายจิรวัฒน์ นุริตานนท์ กรรมการผู้จัดการจีจีซี กล่าวว่า การลงทุนในระยะ 5-10 ปีจะก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจชีวภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มจากอ้อยเพิ่มขึ้นอีก 2 เท่าตัวจากปัจจุบัน เกิดการพัฒนาและส่งเสริมความรู้สมัยใหม่ด้านเกษตรกรรมในพื้นที่ 100,000 ไร่ในระยะเริ่มต้น ทำให้รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นเป็น 60,000 – 75,000 บาทต่อคนต่อปี หรือประมาณ 300,000 บาทต่อครัวเรือนต่อปี อัตราการจ้างงานเพิ่มขึ้นเป็น 10,000 ครัวเรือนที่เป็นเกษตรกรชาวไร่อ้อยและก่อให้ เกิดการจ้างแรงงานที่มีทักษะสูงในกลุ่มพลังงานชีวภาพ และด้านเคมีและพลาสติกชีวภาพ 400 ตำแหน่ง นอกจากนี้จะสนับสนุนการผลิตพลังงานชีวภาพที่สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืนมากกว่า 180 ล้านลิตรต่อปี และช่วยส่งเสริมการลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเคมีและพลาสติกชีวภาพ 30,000 ล้านบาท ในระยะ5ปีข้างหน้า