เริ่มแล้ว! แผนดึงเอกชนลงทุน เปิดช่องเว้นภาษีให้ผู้ประกอบการ 300% ใช้สิทธิใน 5 ปี

25.03.16 | 14:18 น.

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) พร้อมด้วยนายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายกานต์ ตระกูลฮุน ประธานร่วมคณะทำงานร่วมประชารัฐ ร่วมเปิดงาน “CEO Innovation Forum 2016 และเปิดตัวมาตรการยกเว้นภาษี 300% สำหรับการวิจัย พัฒนาและนวัตกรรม” ซึ่งจัดโดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) โดยมีผู้ประกอบการภาคเอกชนและประชาชนทั่วไปร่วมงาน

นายพิเชฐกล่าวว่า ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องเปลี่ยนแปลงจากประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยประสิทธิภาพมาเป็นนวัตกรรม ซึ่งภาคเอกชนถือว่ามีบทบาทสำคัญในการใช้องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตในกระบวนการใหม่ๆ เพื่อเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ และลดการนำเข้าจากต่างประเทศ ดังนั้น ภาครัฐจึงพร้อมให้การสนับสนุนไปสู่การเปลี่ยนแปลง โดยได้เพิ่มการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรายจ่ายเพื่อการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็น 3 เท่าของรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริง จากเดิมที่ยกเว้นให้ 2 เท่า ตั้งแต่ปี 2545 โดยมาตรการเพิ่มการยกเว้นภาษีครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือกับกระทรวงการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจแห่งชาติ และ วท. ซึ่งได้ประกาศพระราชกฤษฎีกาตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 598) พ.ศ.2559 ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2559 โดยกำหนดระยะเวลาให้ภาคเอกชนได้ใช้สิทธิประโยชน์เป็นเวลา 5 ปี เริ่มมีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558-วันที่ 31 ธันวาคม 2562

201603251225462-20120206152514

นายพิเชฐกล่าวอีกว่า คาดว่ามาตรการยกเว้นภาษี 300% จะทำให้ภาคเอกชนสนใจลงทุนพัฒนานวัตกรรมมากขึ้น โดยตั้งเป้าให้ในปี 2560 สามารถเพิ่มสัดส่วนการลงทุนวิจัยและพัฒนาเป็นร้อยละ 1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ หรือจีดีพี คิดเป็นเงินลงทุนราว 130,000 ล้านบาท จากเดิมที่ในขณะนี้มีลงทุนอยู่ที่ร้อยละ 0.48 ของจีดีพี หรือประมาณ 63,490 ล้านบาท และตั้งเป้าให้สัดส่วนการลงทุนในภาคเอกชนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 70 จากเดิมที่ขณะนี้ภาคเอกชนลงทุนในสัดส่วนใกล้เคียงกับภาครัฐที่ราวร้อยละ 50 โดยได้เสนอให้ภาคเอกชนเห็นถึงความน่าสนใจของมาตรการภาครัฐที่ว่ายิ่งจ่ายยิ่งได้คืน ซึ่งนอกจากจะได้รับการยกเว้นภาษี 3 เท่าแล้ว ยังได้รับการยกเว้นภาษีจากการจัดซื้ออุปกรณ์ศึกษาวิจัยอีกร้อยละ 40 อีกด้วย ถือว่ายิ่งลงทุนมากยิ่งได้ประโยชน์ทางภาษีและยังได้นวัตกรรมที่ก้าวหน้าอีกด้วย ขณะที่ภาครัฐได้พิจารณาแล้วเห็นว่าแม้จะใช้เงินลงทุนจากการยกเว้นภาษี แต่สามารถลดการนำเข้านวัตกรรมจากต่างประเทศ และมีรายได้เพิ่มขึ้นจากภาษีมูลค่าเพิ่ม

201603251225473-20120206152514

Advertisement

ด้านนายทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการ สวทช.กล่าวว่า มาตรการภาษีดังกล่าวกำหนดวงเงินใช้สิทธิในการหักค่าใช้จ่าย 3 เท่า โดยกำหนดเพดานสูงสุด ดังนี้ หากผู้ประกอบการมีรายได้ไม่เกิน 50 ล้านบาท จะใช้สิทธิหักรายจ่ายได้วงเงินสูงสุดร้อยละ 60 ของรายได้ แต่หากมีรายได้เกิน 50 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 200 ล้านบาท หักรายจ่ายได้อีกร้อยละ 9 และส่วนที่เกิน 200 ล้านบาท หักรายจ่ายได้เพิ่มเติมได้อีกร้อยละ 6 ซึ่งมีการศึกษาแล้วว่าการกำหนดวงเงินอย่างเป็นขั้นบันไดนี้จะเอื้อประโยชน์ให้กับกิจการทุกขนาด ซึ่งกำหนดระยะเริ่มไว้ที่ 5 ปี เพื่อศึกษาผลกระทบว่าควรกำหนดในทิศทางใดต่อไป อาจจะมีการขยายเวลาในการให้สิทธิประโยชน์อีกในอนาคต

นายทวีศักดิ์กล่าวอีกว่า สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการขอรับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษี ให้ยื่นขอใบรับรองโครงการวิจัยกับ สวทช.ก่อน ซึ่งขณะนี้ สวทช.ได้เปิดให้บริการระบบ RCD Online ในการยื่นขอรับรองโครงการวิจัยเพื่อขึ้นทะเบียนยกเว้นภาษีผ่านทางอินเตอร์เน็ต เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการตรวจสอบรายจ่ายในการวิจัยที่แท้จริง