หน้าแรก เศรษฐกิจ ชี้ศก.ใต้บูมต...

ชี้ศก.ใต้บูมต่อเนื่อง ใน5 ปีต้องเพิ่มโรงไฟฟ้า เอกชนเสนอทางออกซื้อตรงจากเกาะกง

7.02.18 | 17:06 น.

นายมนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน และคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้าน พลังงาน กล่าวในงานเสวนาเรื่อง“ผ่าทางตัน : โรงไฟฟ้าถ่านหิน” ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัล พลาซ่า ลาดพร้าว ว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินน่าเป็นประเด็นรองจากประเด็นไฟฟ้าบ้านเราตอนนี้เพียงพอหรือไม่ จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มหรือไม่ ภาพรวมกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองมีเพียงพอ เพราะความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีค ดีมานด์)ของไทยรวมอยู่ที่ 28,000 เมกะวัตต์ มีกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองสูงกว่าพีค ดีมานด์ถึง 30% ซึ่งสูงกว่าระดับมาตรฐาน15-20% และที่กำลังสำรองไฟฟ้าของไทยสูง เพราะการวางแผนเรื่องกำลังการผลิตไฟฟ้าของไทยตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คาดว่าเศรษฐกิจไทยโตปีละ 3.4-4.1% กำลังการผลิตไฟฟ้าต้องเพิ่มขึ้น แต่ช่วง 10 ปีที่ผ่านการเติบโตเศรษฐกิจไทยต่ำกว่าคาด ทำให้สำรองไฟฟ้ามากกว่าความต้องการ

นายมนูญ กล่าวว่า มีคำนิยามที่ต้องทำความเข้าใจ ในการถกเถียงเรื่องการผลิตไฟฟ้า ได้แก่ กำลังการผลิตติดตั้ง คือกำลังการผลิตรวมของประเทศ ซึ่งสูงถึง 30,000 เมกะวัตต์ แต่ไม่ได้หมายความว่าสามารถจ่ายไฟได้เต็มจำนวนนั้นตลอดเวลา จากอุบัติเหตุและการซ่อมบำรุง ต้องดูกำลังการผลิตพร้อมจ่าย นั่นคือกำลังการผลิตจริงว่าได้เท่าไหร่ ส่วนกำลังการผลิตสำรองที่สูงกว่าพีค ดีมานด์ของไทยที่มี 30% หากผลิตจากก๊าซทั้งหมดก็เป็นความเสี่ยง โดยไทยใช้ก๊าซผลิต 60% หากมีปัญหาขึ้นมา ไม่สามารถส่งก๊าซได้จากอ่าวไทย มาเลเซีย จากพม่าก็ตาม หากแหล่งใดมีปัญหาเราจะสูญเสียกำลังการผลิตสำรองทันที การมีกำลังการผลิตสำรองสูงเกินไป ไม่ได้หมายถึงไม่มีความเสี่ยง การพึ่งพาแหล่งพลังงานใดแหล่งหนึ่งเกินไปมีความเสี่ยง สำหรับกำลังการผลิตพึ่งพาได้ คือ กำลังการผลิตที่สามารถผลิตได้ในกรณีฉุกเฉินหรือวิกฤต เช่น ฟ้าผ่าสายส่ง เมื่อมีโรงไฟฟ้าใหญ่สุดดับไป ต้องมีกำลังการผลิตอื่นที่เพียงพอทดแทนโรงใหญ่ที่ดับไปได้


“จะเห็นว่ากำลังการผลิตมีคำจำกัดอยู่หลายคำ จะให้ความสำคัญกับกำลังการผลิตติดตั้งเพียงอย่างเดียวไม่ได้ มีกำลังการผลิตหลายตัวที่เกี่ยวข้องดังกล่าวไป จึงต้องทำความเข้าใจว่าสิ่งไหนสำคัญ ตัวสำคัญมากสุด คือ กำลังการผลิตที่พึ่งพาได้ ควรต้องมีกำลังการผลิตเหลือกรณีเกิดอุบัติเหตุหรือวิกฤต ” นายมนูญ กล่าว และว่าเมื่อเจาะเฉพาะภาคใต้ มี 2 โรงไฟฟ้าหลัก คือ โรงไฟฟ้าขนอมมีกำลังการผลิตติดตั้ง 930 เมกะวัตต์ ส่วนโรงไฟฟ้าจะนะอยู่ที่ 1,476 เมกะวัตต์ รวมมีกำลังการผลิตติดตั้ง 2,400 เมกะวัตต์ แต่ผลิตไฟฟ้าจริงได้ 2,020 เมกะวัตต์ และมีโรงไฟฟ้าเสริมที่ผลิตได้จริง 140 เมกะวัตต์ รวมแล้ว 2,160 เมกะวัตต์ ซึ่งไม่พอความต้องการสูงสุดของภาคใต้อยู่ที่ 2,500 เมกะวัตต์ ต้องส่งไฟฟ้าจากภาคกลางมาช่วยอีก 460 เมกะวัตต์ รวมกำลังการผลิตจริง 2,620 เมกะวัตต์ ช่วงพีคไม่มีปัญหา

“ถามว่าปัจจุบันมีความจำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าภาคใต้หรือไม่ ดูตามตัวเลขดังกล่าวนี้ไม่จำเป็น ประทังไปได้ ใช้วิธีส่งไฟฟ้าจากภาคกลางมาช่วย หรือเชื่อมสายส่งไปช่วยภาคมีความต้องการสูงในภาตตะวันตกของภาคใต้และแถบอันดามัน ดังนั้น 2-3 ปีข้างหน้าไม่มีปัญหา แต่หากดูการเติบโตเศรษฐกิจภาคใต้สูงกว่าภาคอื่น และความต้องการไฟฟ้ามีความเติบโตใช้มากสุดกว่าภาคอื่น เพิ่มต่อปีที่ 3.5-4% ภาคอื่นเพิ่มต่อปี 2-3% จึงมองว่าอีก 5 ความต้องการใช้ไฟฟ้าภาคใต้จะเพิ่มขึ้นอีก 500 เมกะวัตต์ จากปัจจุบัน 2,500-2,600 เมกะวัตต์ ถึงตอนนั้นกำลังการผลิตภาคใต้ไม่เพียงพอ อาจส่งจากภาคกลางและซื้อจากมาเลเซียมาช่วย หากส่งมาช่วยมากขึ้น ก็จะไม่มีความแน่นอนและความเสถียร จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม ส่วนจะสร้างโรงไฟฟ้าแบบไหน ที่ไหนก็ต้องคุยกันอีกครั้งและศึกษากันต่อไป”นายมนูญ กล่าว

นายทวารัตน์ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผน กระทรววงพลังงาน กล่าวว่า ไฟฟ้าจำเป็นขึ้นทุกวันในการเชื่อมต่อกับโลก เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต และเป็นพื้นฐานประกอบธุรกิจในปัจจุบัน นายกรัฐมนตรีอยากให้ชะลอการศึกษาให้รอบคอบ ครบถ้วนและรอบด้าน และระหว่างศึกษาให้ดูทางเลือกต่างๆ อย่างเปิดกว้าง และเรื่องไฟฟ้าต้องมีมาตรการระยะสั้นทำให้ไฟฟ้าในภาคใต้มั่นคง ด้วยการเชื่อสายส่งจากฝั่งอ่าวไทยไปอันดามัน และส่งเสริมชีวมวลใน 3 จังหวัดภาคใต้

Advertisement

นายทวารัตน์ กล่าวว่า ระบบไฟฟ้าภาคใต้ยังมีความเสี่ยงเทียบกับระบบทั้งประเทศ โดยต้องมีการวางแผนเฉพาะของภาคนี้ ยังต้องการโรงไฟฟ้าหลักเพิ่ม การต่อสายส่งจากภาคกลางลงไป ถามว่ามีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน ก็คงได้ระดับหนึ่งในยามปกติ แต่หากเวลาฝนฟ้าคะนอง และเกิดขัดข้องทางเทคนิคความสามารถของสายส่งจะลดลง ส่วนระยะยาวก็มีความเสี่ยง อาจเกิดอุบัติเหตุ ยกตัวอย่างของสหรัฐประเทศเดียวมีหลายระบบ ด้วยการออกแบบระบบให้เพียงพอสำหรับระบบตัวเองและมีการเชื่อมต่อกับภาคส่วนอื่น สำหรับการจัดทำและรายละเอียดแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของ ประเทศ (พีดีพี) ปัจจุบันอยู่ระหว่างวิเคราะห์ทบทวนแผน ซึ่งมุ่งเน้นการกระจายแหล่งที่มาเชื้อเพลิงสำหรับการผลิตไฟฟ้าเพื่อกระจายความเสี่ยง

นายธีรพจน์ กษิรวัฒน์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวเกาะลันตา กล่าวว่า โรงไฟฟ้าถ่านหิน เพื่อใคร เป็นประโยชน์กับจังหวัดกระบี่ ชาวประมง นักท่องเที่ยว และอนาคตของลูกหลายคนในพื้นที่หรือไม่ โครงการโรงไฟฟ้าภาคใต้ทั้งกระบี่และเทพา มีการคัดค้านเรื่องโรงไฟฟ้า ทางภาครัฐนำเสนอข้อมูลก็ทราบข้อมูลกัน แต่ยังมีการตั้งข้อสงสัยและค้านอยู่ มองว่าการสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่ยังไม่ตอบโจทย์การพัฒนาของจังหวัดกระบี่และการท่องเที่ยวฝั่งทะเลอันดามัน โดยที่ผ่านมามีการศึกษาความเป็นไปได้และผลกระทบสิ่งแวดล้อมในการจะสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่ ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฝผ.) ใช้ข้อมูลเท็จมานำเสนอ ไม่มีการศึกษาข้อมูลทางเศรษฐกิจทางประมง และหากมีการจะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่จริงเชื่อว่าอาจซ้ำรอยกับโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ จังหวัดลำปางที่เคยมีปัญหา

ดังนั้น ควรต้องศึกษาโครงการให้รอบคอบรอบด้าน ที่ผ่านมามีการแยกศึกษาการก่อสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่กับท่าเรือออกจากกัน ทำให้ไม่ต้องศึกษาผลกระทบด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) ขณะที่พื้นที่ที่เล็งกันว่าจะสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่ ยังมีความสมบูรณ์ของพื้นที่ทางธรรมชาติ มีค้างคาวแม่ไก่ และนักท่องเที่ยยวที่นิยมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ

“การผ่าทางตันเรื่องโรงไฟฟ้า เริ่มต้นต้องตั้งเวทีอีกครั้งให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้มาถกเถียงกันจนถึงที่สุด พิจารณาผลกระทบให้รอบด้านและทุกประเด็นให้ครอบคลุม ที่ผ่านมาส่งแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้น”นายธีรพจน์กล่าว

นายบรรพต แสงเขียว รองประธานบริษัท เกาะกง ยูนิลิตี้ จำกัด กล่าวว่า มีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเกาะกง ขนาดกำลังการผลิต 4,000 เมกะวัตต์ พร้อมระบบส่งไฟฟ้ากระแสตรง (HVDC) จากประเทศกัมพูชา ซึ่งร่วมทุนระหว่างเอกชนไทย-จีน จะเป็นอีกทางออกหนึ่งที่สามารถช่วยคลี่คลายความไม่เพียงพอและความไม่มั่นคงการใช้ไฟฟ้าในภาคใต้ และที่สำคัญเป็นการบรรเทาต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยได้อย่างน้อย 20,000 ล้านบาทต่อปี ตามแผนมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ของโรงไฟฟ้าเกาะกง 1 ขนาด 1,000 เมกะวัตต์ ประมาณปี 2567 โรงไฟฟ้าเกาะกง 2 ,3 และ 4 ประมาณปี 2568, 2569 และ 2570 ตามลำดับ

นายบรรพต กล่าวว่า จึงมีข้อเสนอให้ดำเนินการต่อสายส่ง HVDC จากเกาะกงมายังภาคใต้ของไทย เริ่มจากเกาะกง-ปอยเปต-ราชบุรี-ชุมพร รวมระยะทาง 1,150 กิโลเมตร โดยขายให้ กฝผ. ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะ 30-35 ปี ที่ราคาเฉลี่ย 2.67-2.86 บาทต่อหน่วย โดยการดำเนินการสายส่ง HVDC ในไทยระยะทาง 950 กิโลเมตร โครงการนี้เป็นแผนงานที่ทางรัฐบาลกัมพูชาได้เสนอแผนส่งมายังกระทรวงพลังงานของไทยแล้ว ซึ่งหากทางไทยตกลงจะมีการซื้อขายไฟฟ้าส่งสู่ภาคใต้ โครงการนี้จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ทันที และสามารถส่งไฟฟ้าได้กำหนดตามแผนและส่งไฟมายังไทยได้รวมประมาณ 3,800 เมกะวัตต์