นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการสำนักคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ กล่าวในสัมมนาวิชาการ“ปรับบ้าน ปรุงเมือง”จัดโดยสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ว่า อีอีซี จะส่งผลดีเป็นภาพรวมใน 4 เรื่อง คือ 1.ประชาชนในพื้นที่มีรายได้สูงขึ้น และคาดว่าภายใน 20 ปี ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่มีรายได้สูง 2. การสร้างพื้นที่การคมนาคม เป็นตัวเชื่อมประเทศไทยไปสู่ภูมิภาคอื่น ทำให้ประเทศไทยก้าวหน้าเพิ่มมากขึ้น 3.อีอีซีเป็นตัวพัฒนาเชิงพื้นที่ สามารถลดความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ 4.จะเกิดการพัฒนาพื้นที่ในลักษณะเดียวกันนี้ในพื้นที่อื่น จากก่อนหน้านี้มีการพัฒนาแบบไม่มีรูปแบบ
ทั้งนี้ รัฐบาลเล็งเห็นความสำคัญของโครงการดังกล่าว และเพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนที่น่าสนใจ จึงจำเป็นจะต้องมีการพัฒนา อาทิ ทางถนน ก่อสร้างมอเตอร์เวย์ 3 เส้นทาง ได้แก่ กรุงเทพฯ-ชลบุรี, พัทยา-มาบตาพุด และแหลมฉบัง-นครราชสีมา ทางราง รถไฟทางคู่ (ช่วงฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย), รถไฟความเร็วสูง (ช่วงกรุงเทพฯ-พัทยา-ระยอง) และก่อสร้างสถานีรถไฟอู่ตะเภา ตั้งเป้าเชื่อมโยง 3 สนามบิน ‘ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา’ ทางอากาศ พัฒนาสนามบินอู่ตะเภา ให้เป็นสนามบินเชิงพาณิชย์แห่งที่ 3 และทางน้ำ พัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง และพัฒนาท่าเรือมาบตาพุด
ขณะเดียวกัน ยังออกมาตรการดึงดูดนักลงทุน ทั้งคนไทยและต่างชาติ เข้ามาลงทุนในพื้นที่อีอีซี ซึ่งจะได้รับสิทธิพิเศษ เช่น ด้านภาษีนิติบุคคล และภาษีบุคคล การอำนวยความสะดวกสำหรับนักวิจัย เรื่องการให้วีซ่าอาศัยในประเทศ รวมถึงลดราคาการซื้อขายพื้นที่
“ แนวโน้มเศรษฐกิจปี 2561 สภาพัฒน์ประเมินว่าจะขยายตัวดีกว่าปี2560 คาดจีดีพีขยายตัว 4.2% โดยรวมแรงส่งเศรษฐกิจปีนี้ยังดีต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา จากการส่งออกดี ท่องเที่ยวดี ด้านการลงทุน คาดว่ามีแนวโน้มดีขึ้น จากแรงส่งการลงทุนในพื้นที่อีอีซี ปีที่ผ่านมามี การขอสนับสนุนการลงทุนจากบีโอไอมากว่า 3 แสนล้านบาท จำนวนนี้คาดว่าจะใช้เวลา 1-1.5 ปีในการลงทุน ปีนี้คาดว่าจะเริ่มเห็นการลงทุนแล้ว และยังมีนักลงทุนจำนวนหนึ่งที่รอความชัดเจนกฎหมายก่อนเข้ามาลงทุน ส่วนจะมีการปรับตัวเลขเศรษฐกิจใหม่หรือไม่นั้นต้องรอติดตามตัวเลขของปีนี้ก่อน เพราะตัวเลขล่าสุด ที่ออกมา คือ ตัวเลขเดือนธันวาคม” นายปรเมธี กล่าว

