หน้าแรก เศรษฐกิจ พณ.ปลื้มเอฟที...

พณ.ปลื้มเอฟทีเอ หนุนส่งออกไทยโตก้าวกระโดด

11.02.18 | 11:54 น.

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงการขยายตัวของการค้าและการส่งออกของไทยกับประเทศคู่ค้าที่มีความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระหว่างกัน ซึ่งปัจจุบันมี 12 ฉบับ นั้น ตามสถิติการค้า พบว่า มูลค่าการค้าและการส่งออกของไทยกับประเทศคู่เอฟทีเอมีการขยายตัวอย่างก้าวกระโดด โดยเอฟทีเอที่ไทยทำกับกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน (อาฟต้า) ถือเป็นเอฟทีเอที่มีมูลค่าการค้าขยายตัวสูงสุด

โดยมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับอาเซียน ขยายตัวกว่า 70.7% นับตั้งแต่มีผลใช้บังคับ 1 มกราคม 2536 โดยปี 2560 ไทยส่งออกไปประเทศสมาชิกอาเซียน มูลค่า 59.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกหลัก ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ น้ำมันสำเร็จรูป เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก และเครื่องจักรกล เป็นต้น

ประเทศคู่เอฟทีเอขยายตัวอันดับ2 คือ เอฟทีเอไทย-อินเดีย (TIFTA) มีการค้าขยายตัวกว่า 406% นับตั้งแต่มีผลใช้บังคับ 1 กันยายน 2547 โดยปี 2560 ไทยส่งออกไปอินเดีย 6.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ และเครื่องจักรกล เป็นต้น

สำหรับอันดับ 3 คือเอฟทีเออาเซียน–จีน (ACFTA) เติบโต 262% นับจากมีผลใช้บังคับเดือนกรกฎาคม 2548 ในปี 2560 ไทยส่งออกไปจีนสูงถึง 29.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญคือ ยางพารา ผลิตภัณฑ์ยาง เม็ดพลาสติก เครื่องคอมพิวเตอร์ และเคมีภัณฑ์

อันดับ 4 และ 5 ได้แก่เอฟทีเอไทย–นิวซีแลนด์ และไทย-ออสเตรเลีย โดยเอฟทีเอไทย–นิวซีแลนด์ มูลค่าการค้าขยายตัว194.8% นับจากบังคับใช้เดือนกรกฎาคม 2548 โดยปี 2560 ไทยส่งออกไปนิวซีแลนด์ 1.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกหลัก ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์พลาสติก เหล็ก และ ผลิตภัณฑ์ยาง

Advertisement

สำหรับเอฟทีเอไทย-ออสเตรเลีย มูลค่าการค้าขยายตัวถึงร้อยละ 132 นับจากบังคับใช้เมื่อมกราคม 2548 โดยมูลค่าการส่งออกของไทยไปยังออสเตรเลีย ในปี 2560 สูงถึง 10.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีสินค้าส่งออกหลัก ได้แก่ รถยนต์ เครื่องปรับอากาศ อัญมณีและเครื่องประดับ เม็ดพลาสติก และอาหารทะเลกระป๋อง

เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราการเติบโตของมูลค่าการค้ากับประเทศคู่ค้าที่ไทยยังไม่ได้มีการทำเอฟทีเอด้วย เช่น สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป พบว่า ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา การค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ และไทยกับสหภาพยุโรป เติบโต 61.2% และ 31.6% ซึ่งเป็นตัวเลขการขยายตัวของมูลค่าการค้าในระดับที่ต่ำกว่าประเทศที่ไทยมีการทำเอฟทีเอด้วย

นางอรมน กล่าวว่า เอฟทีเอที่ไทยลงนามและมีผลบังคับใช้แล้วกับประเทศคู่ค้า 12 ฉบับ ประกอบด้วยความตกลง เอฟทีเอระดับทวิภาคี 6 ฉบับ ได้แก่ ไทย-อินเดีย ไทย-ออสเตรเลีย ไทย-นิวซีแลนด์ไทย-ญี่ปุ่น ไทย-เปรู และไทย-ชิลี และความตกลงเอฟทีเอ ระดับภูมิภาค 6 ฉบับ ได้แก่ อาเซียน อาเซียน-จีน อาเซียน-ญี่ปุ่น อาเซียน-เกาหลี อาเซียน-ออสเตรเลีย อาเซียน-นิวซีแลนด์ และอาเซียน-อินเดีย โดยส่วนใหญ่เป็นเรื่องการเปิดตลาดการค้าสินค้าที่คู่ เอฟทีเอ จะต้องลดภาษีสินค้ามากกว่า 90% ของรายการสินค้าทั้งหมดให้เหลือศูนย์

แต่สำหรับกรณีเอฟทีเอไทย–อินเดีย ยังเป็นเพียงการลดภาษีศุลกากรสินค้าเพียง 83 รายการ การเปิดตลาดดังกล่าวช่วยเพิ่มโอกาสในการแข่งขันให้กับประเทศคู่ค้าเอฟทีเอ เพราะต้นทุนการผลิตสินค้าจะต่ำกว่าคู่แข่งนอก เอฟทีเอ ขณะเดียวกันผู้บริโภคได้รับประโยชน์จากสินค้าที่หลากหลาย สามารถซื้อสินค้าตามราคาและคุณภาพที่พอใจ กรมฯประเทศขอเชิญชวนผู้ประกอบการ ผู้ส่งออก และผู้สนใจเรื่องการใช้ประโยชน์จากการที่ไทยได้ลดภาษีจากประเทศคู่เจรจาในการส่งออก ตลอดจนสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุน