นายเพทาย หมุดธรรม รองผู้อำนวยการสำนักงานโยบายและแผนพลังงาน กล่าวว่า เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ มีการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) มีนายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน ได้เห็นชอบคงราคาขายปลีกก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี)ไว้ตามเดิมคือ 19.82 บาทต่อกิโลกรัม(กก.) เนื่องจากสถานการณ์ราคาแอลพีจีตลาดโลก เดือนกุมภาพันธ์ 2561 อยู่ที่ 515 เหรียญสหรัฐต่อตัน ปรับตัวลดลงจากเดือนมกราคมถึง 65 เหรียญสหรัฐต่อตัน ในขณะที่ราคาก๊าซแอลพีจีตลาดอาเซียน(แอลพีจี คาร์โก) เฉลี่ยสัปดาห์นี้อยู่ที่ 463 เหรียญสหรัฐต่อตัน ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อน 46.50 เหรียญสหรัฐต่อตัน ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนอ่อนค่าลดลงจากสัปดาห์ก่อน 0.2499 บาทต่อเหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ 31.7896 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้ราคา ณ โรงกลั่นที่อ้างอิงราคานำเข้า ซึ่งเป็นราคาซื้อตั้งต้นก๊าซแอลพีจีปรับตัวลดลง 1.3490 บาทต่อกก. จาก 17.6034 บาทต่อกก. เป็น 16.2544 บาทต่อกก. ซึ่งราคาซื้อตั้งต้นที่ลดลง
“กบง.จึงมีมติเห็นชอบให้ปรับลดอัตราเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันฯ บัญชีแอลพีจีลง 1.4126 บาทต่อกก. จากเดิมชดเชย 4.7880 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 3.3754 บาทต่อกก. มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นไป และทำให้กองทุนน้ำมันฯ มีรายจ่ายสุทธิประมาณ 857 ล้านบาทต่อเดือน”
นายเพทายกล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้มีการใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพราคาขายปลีกก๊าซแอลพีจีให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องรักษาระดับเงินกองทุนน้ำมันฯด้วยการลดเงินชดเชยแทนการปรับลดราคาขายปลีกแอลพีจี เพื่อให้กองทุนฯสามารถรองรับกับความผันผวนของราคาก๊าซแอลพีจีในตลาดโลกที่อาจปรับเพิ่มขึ้นในช่วงปลายปี 2561

