ที่โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ รัชดา กรุงเทพฯ นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในงานสัมมนาหอการค้าไทย ในหัวข้อ “รวมประเด็นสำคัญร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างล่าสุด” ว่า การปฏิรูปภาษีตามนโยบายรัฐบาลต้องไม่เป็นภาระสำหรับผู้มีรายได้น้อยและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่จะประกาศใช้ปีนี้ และมีผลบังคับใช้ในปี 2562 นั้น จะเป็นกฎหมายใหม่ที่ปรับปรุงกฎหมายภาษีโรงเรือนและที่ดินและภาษีบำรุงท้องที่ ลดการจัดเก็บจัดเก็บภาษีที่ไม่สมดุล ยกเลิกการเก็บภาษีซ้ำซ้อน รวมทั้งลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ และใช้มูลค่าที่ดินปัจจุบันในการคำนวณภาษี โดยความคืบหน้า ล่าสุดคณะกรรมาธิการ (กมธ.) เตรียมจะเสนอร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวาระ 2 และวาระ 3 ภายในเดือนมีนาคมนี้
หลังจากนั้นจะออกกฎหมายรองภายใน 120 วัน โดยใช้อัตราการจัดเก็บเดิม และคาดว่าหลังกฎหมายมีผลบังคับใช้รัฐบาลจะมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้นปีละ 2,500 ล้านบาท จากเป้าหมายการเก็บรายได้จากภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในระยะแรกปีละ 30,000 ล้านบาท
นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับใหม่ เพื่อแก้ปัญหาภาษีบำรุงท้องที่ในเรื่องอัตราภาษีถดถอย เป็นราคาปานกลางไม่มีการปรับมาเป็นเวลานาน และมีการยกเว้นลดหย่อนจำนวนมาก และแก้ปัญหาภาษีโรงเรือนและที่ดินในเรื่องฐานภาษีซ้ำซ้อนกับภาษีเงินได้ อัตราภาษีสูง และการประเมินที่ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ โดยวัตถุประสงค์ของกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับใหม่ เพื่อปฏิรูปโครงสร้างระบบภาษีทรัพย์สินให้มีความทันสมัยและเป็นสากลเช่นเดียวกับนานาประเทศ และแก้ไขปัญหาโครงสร้างภาษีเดิม กระตุ้นให้เกิดการใช้ประโยชน์ในที่ดิน เพิ่มความเป็นอิสระและปะสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สร้างความเข้มแข็งและความโปร่งใสในการบริการการคลังและเพิ่มรายได้ให้แก่อปท. โดยใช้อัตราการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประเภทเกษตรกรรม เพดานของอัตราภาษีอยู่ที่ 0.15% ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประเภทที่อยู่อาศัย เพดานของอัตราภาษีอยู่ที่ 0.3% ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประเภทพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม เพดานของอัตราภาษีอยู่ที่ 1.2% และที่ดินทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ เพดานของอัตราภาษีอยู่ที่ 1.2% และเพิ่มขึ้น 0.3% ทุก 3 ปีแต่ไม่เกิน 3%
นายอธิป พีชานนท์ กรรมการบริหาร สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางหอการค้า พยายามเปิดรับฟังความเห็นจากหอการค้าจังหวัดมาโดยตลอด ซึ่งมองว่าร่างกฎหมายฉบับใหม่มีหลักการที่ดี แต่ยังมีข้อกังวลอยู่ 3 ประการคือ 1.อาจมีภาระตกกับเอสเอ็มอี ซึ่งต้องติดตามต่อว่าหลังจาก 2 ปีไปแล้วจะเป็นอย่างไรบ้าง 2.การจัดเก็บภาษี แม้ว่ากฎหมายฉบับใหม่ต้องการลดการใช้ดุลยพินิจิของเจ้าหน้าที่ แต่ในทางปฏิบัติยังคงต้องอาศัยการตีความและการใช้ดุลยพินิจ เช่น การพิจารณาแปลงที่ดินสำหรับทำเกษตรกรรมหรือพาณิชย์ และ 3.ความโปร่งใสในการจัดเก็บภาษี โดยเฉพาะการตีความของเจ้าหน้าที่ อาจจะเป็นผลทำให้ผู้บริโภคไม่อยากจ่ายภาษีเนื่องจากไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งขณะนี้ทางหอการค้าก็พยายามช่วยดูในเรื่องนี้อยู่
“และช่วงเวลาที่เหลืออีก 1 ปี ก่อนกฎหมายจะมีผลบังคับใช้ อยากให้หน่วยงานราชการประชาสัมพันธ์พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้มากกว่านี้ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในหลักการเบื้องต้น อย่าไปกลัวว่าจะมีเสียงคัดค้านหรือกลัวว่ากฎหมายจะไม่ผ่านการพิจารณา เพราะหากประชาชนส่วนใหญ่ไม่ทราบเมื่อกฎหมายประกาศใช้ จะมีปัญหามากกว่า” นายอธิป กล่าว

