หน้าแรก เศรษฐกิจ พ.ร.บ.อีอีซี ...

พ.ร.บ.อีอีซี จุดประกายความหวัง ดันศก.เฟื่องฟูนำพาประเทศชาติเจริญ?

12.02.18 | 17:14 น.

หืดขึ้นคอกันเลยทีเดียว กว่าที่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะมีมติโหวต ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ…. หรือ ร่าง พ.ร.บ.อีอีซี โดยมีมติเอกฉันท์ 170 เสียง เห็นชอบให้ร่าง พ.ร.บ.อีอีซี

ประกาศใช้เป็นกฎหมาย ใช้เวลาพิจารณารวมทั้งสิ้น 9 ชั่วโมง 30 นาที โดยหลังจากนี้จะส่งเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบ และส่งต่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำขึ้นทูลเกล้าฯต่อไป

กม.อีอีซีสร้างความหวังประเทศ

หลังจากกฎหมายผ่าน สนช. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะตัวแทนรัฐบาล ยืนยันว่า รัฐบาลจะใช้กฎหมายฉบับนี้ เพื่อขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจให้มีความก้าวหน้า ซึ่งเป็นการต่อยอดจากอีสเทิร์นซีบอร์ด และเชื่อว่าผลผลิตที่เกิดขึ้นจากกฎหมายเขตพัฒนาพิเศษฉบับแรกนี้ จะนำมาซึ่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม และความเป็นธรรมต่อไปในอนาคต

ถือเป็นกฎหมายที่เต็มไปด้วยความหวัง และจะเป็นเครื่องมือชี้ชัดความตั้งใจของรัฐบาลในการพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

Advertisement

ไทยติดหล่มศก.ขยายตัวต่ำ

เพราะหากพิจารณาข้อมูลการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย ในช่วงที่ผ่านมา นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการบริหารการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เคยให้ข้อมูลว่า ประเทศไทยมีการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยเพียง 3% ทุกๆ ปี หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ จะทำให้ทั้งเวียดนามและอินโดนีเซียแซงไทยแน่นอน

นอกจากนี้ ข้อมูลยังพบว่า นับตั้งแต่ปี 2549-2557 การลงทุนโดยรวมเติบโต 2% โดยเป็นการลงทุนเอกชน 2.9% จากความจริงที่ควรเติบโตปีละ 10% ดังนั้น ไทยจะต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจ เพราะไม่มีประเทศใดที่จะพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้หากไม่มีการลงทุนด้านเทคโนโลยี นอกจากนี้ ภาครัฐ เอกชน ประชาชน จะแยกกันไม่ได้ การเดินหน้าโครงการอีอีซีจึงเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนต่อเศรษฐกิจไทย

ขั้นตอนออกกม.ขลุกขลัก

กระบวนการจัดทำร่าง พ.ร.บ.อีอีซี นั้นได้รับสัญญาณไฟเขียวตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2559 จากที่ประชุม ครม. ที่เห็นชอบตามมติของคณะกรรมการบริหารการพัฒนาพื้นที่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ จากนั้นได้เข้าสู่กระบวนการร่างกฎหมายใช้เวลาเกือบ 1 ปี และเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ถึง 3 ครั้ง

ขณะเดียวกันยังผ่านการรับฟังความเห็นตามมาตรา 77 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 มีการประชุมรับฟังความเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เผยแพร่ข้อมูลในสื่อต่างๆ จนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของ สนช.ตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2560 ฟันฝ่าข้อทักท้วงต่างๆ จนผ่าน สนช.มาได้

การปลุกปั้นกฎหมายในช่วงเกือบ 2 ปี แม้ในการทำงาน จะมีคณะกรรรมการนโยบายอีอีซี มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อทำหน้าที่เร่งรัดโครงสร้างพื้นฐานในอีอีซี อาทิ รถไฟความเร็วสูง สนามบิน ท่าเรือ กำหนดพื้นที่ลงทุน สิทธิประโยชน์ต่างๆ ตลอดจนการจัดกิจกรรมการชักจูงการลงทุนต่างๆ จะมี ม.44 ของ คสช.เข้าอุ้มไว้

ความล่าช้ากระทบความเชื่อมั่น

แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ตลอดเวลาที่รัฐบาลมั่นใจว่าร่างกฎหมายจะผ่าน สนช.ตั้งแต่กลางปี 2560 ไล่มาเป็นปลายปี และกระโดดมาเป็นต้นปี 2561 ทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนสั่นคลอน เพราะไม่สามารถเร่งรัดฝ่ายนิติบัญญัติให้เป็นไปตามโรดแมปอีอีซีได้ สาเหตุหลักเพราะร่าง พ.ร.บ.อีอีซี ถือเป็นครั้งแรกของประเทศที่ออกกฎหมายกำหนดทิศทางการลงทุน จึงมีประเด็นอ่อนไหว อย่างการกำหนดอำนาจคณะกรรมการนโยบาย การกำหนดสิทธิประโยชน์บางเรื่อง อาทิ ระยะเวลาการเช่าที่ดิน 50 ปี+49 ปี หรือกระทั่งการถมทะเลเพื่อการลงทุนบางกิจการ จึงเป็นประเด็นที่นอกจากปลุกให้ สนช.ตื่นตัวแล้ว ยังเรียกแขก อาทิ กลุ่มเอ็นจีโอได้เป็น

อย่างดี

โดยเรื่องนี้ นายวิบูลย์ กรมดิษฐ์ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่การตลาด บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายอีอีซีแล้ว จำนวน 3 เขต ประกอบด้วย นิคมฯอมตะนคร อมตะซิตี้ 1 และอมตะซิตี้ 2 วงเงินลงทุนประมาณ 31,000 ล้านบาท เคยแสดงความเป็นห่วงว่า การที่กฎหมายล่าช้าทั้งที่ประกาศผลักดันตั้งแต่ปลายปี 2559 ทำให้เอกชนที่แสดงความสนใจลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายไม่ตัดสินใจลงทุนจริง แต่ตอนนี้ผู้บริหารอมตะรายนี้ยิ้มออกแล้วหลังทราบว่ากฎหมายผ่านการพิจารณาจาก สนช.แล้ว

‘อุตตม’โล่งพร้อมตีปี๊บลงทุน

เมื่อกฎหมายผ่าน สิ่งที่หลายคนจะจับตามองนับจากนี้ไปคือ การขับเคลื่อนอีอีซีอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่ง นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกรรมการบริหารระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กรศ.) กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า รู้สึกโล่งใจ เพราะกระทรวงอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลักดันเรื่องนี้มาพอสมควร มั่นใจว่า หลังจากนี้จะช่วยสร้างความมั่นใจให้ทั้งนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยพร้อมเดินหน้าพัฒนาการลงทุนโครงการต่างๆ ที่ช่วยยกระดับประเทศให้มีการพัฒนาพื้นที่เต็มศักยภาพ ต่อเนื่อง และยั่งยืน ขณะเดียวกัน อีอีซียังพลิกโฉมการลงทุนของไทย เพราะเป็นการลงทุนที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมเป้าหมาย

ยืนยันไม่ซ้ำรอยมลพิษมาบตาพุด

พร้อมกับยืนยันว่า การพัฒนาพื้นที่ครั้งนี้จะไม่ซ้ำรอยปัญหามลพิษ ความขัดแย้งระหว่างโรงงานกับชุมชนที่เคยเกิดในพื้นที่มาบตาพุด เพราะครั้งนี้เป็นการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง การผลิตไม่ส่งผลต่อการชุมชนและสิ่งแวดล้อมแน่นอน อีกทั้งจะมีการจัดกองทุนพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกในพื้นที่อีอีซี วงเงินประเดิมที่ 1,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนา ช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนและชุมชน สร้างสมดุลให้ทุกคนทุกภาคส่วนได้รับประโยชน์ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีต่อคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่แน่นอน

“หลังร่าง พ.ร.บ.อีอีซี มีผลบังคับใช้ จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายอีอีซี (กนศ.) ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 28 ท่าน โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งกรรมการนโยบายนี้ถือเป็น ครม.ชุดเล็กเลยก็ว่าได้ ส่งผลให้การดำเนินการเรื่องต่างๆ จะมีการตัดสินใจระดับกรรมการนโยบาย ขอให้มั่นใจว่าจะมีความรอบคอบแน่นอน”

มีนาคมเร่งเครื่องโรดโชว์

ส่วนแผนการชักจูงนักลงทุนเข้ามาลงทุนนั้น นายอุตตมกล่าวว่า เดือนมีนาคมนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐาน จะไปโรดโชว์ให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศอย่างเข้มข้น โดยจะเริ่มที่ยุโรปก่อน คือ ประเทศเยอรมนี เพราะมีอุตสาหกรรมตรงเป้าหมายของไทย และจะเดินทางไปญี่ปุ่น จีน สหรัฐอเมริกา และประเทศที่น่าสนใจอื่นๆ รูปแบบการชักจูงการลงทุนจะกำหนดชัดเจนว่าอุตสาหกรรมกลุ่มใดจะเข้ามาลงทุนในพื้นที่ใดบ้าง เป็นทิศทางการพัฒนาที่ชัดเจนไม่สะเปะสะปะ

“นอกจากนี้ จะดึงนักลงทุนจากชาติต่างๆ เข้ามาดูพื้นที่จริงในอีอีซี ซึ่งที่ผ่านมามีคณะนักลงทุนมากกว่า 500 รายที่เข้ามาดูพื้นที่จริงและร่วมสัมมนากับไทยแล้ว เร็วๆ นี้ จะมีคณะนักลงทุนจีน 200-300 รายที่จะเข้ามาดูพื้นที่เช่นกัน และปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ จะมีคณะนักลงทุนจากรัสเซียประมาณ 30-40 รายเข้ามาดูลู่ทางการลงทุนเช่นกัน มั่นใจว่าจะมีหลายประเทศสนใจเข้ามาดูพื้นที่อีอีซีอย่างต่อเนื่อง ทำให้มั่นใจว่าปีนี้จะมีเม็ดเงินลงทุนตามเป้าหมายแน่นอน” นายอุตตมระบุ

ลั่นปีนี้ได้ผู้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในอีอีซี

นายอุตตมกล่าวทิ้งท้ายว่า อีกสิ่งที่จะเร่งรัด คือ ขับเคลื่อน 5 โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน มูลค่า 600,000 ล้านบาท ทั้งรถไฟความเร็วสูง สนามบินอู่ตะเภา ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือมาบตาพุด และศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (เอ็มอาร์โอ) โดยจะประกาศร่างประกวดราคาจัดซื้อจัดจ้าง (ทีโออาร์) ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ คือได้ผู้ลงทุนภายในปี 2561 เพื่อเร่งระดมให้เกิดการลงทุนจริงก่อนเดือนธันวาคม 2561 นอกจากนี้ สำนักงานอีอีซีจะจัดทำแผนแม่บทด้านสิ่งแวดล้อม การศึกษา และท่องเที่ยว ให้เป็นรูปธรรม ซึ่งตลอดแผนการลงทุน 5 ปี (2560-2564) จะมีเม็ดเงินเข้าพื้นที่อีอีซีขั้นต่ำ 1.5 ล้านล้านบาทตามที่รัฐบาลประกาศไว้แน่นอน

ขณะที่นายคณิศ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบาย (อีอีซี) ที่ปลุกปั้นเรื่องนี้ บอกว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นกฎหมายฉบับแรกที่ใช้กำหนดทิศทางการพัฒนาพื้นที่ชัดเจน 3 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ให้สามารถดำเนินการให้สำเร็จโดยเร็ว และใช้เป็นตัวอย่างการพัฒนาพื้นที่อื่นๆ ในอนาคต หากจะเพิ่มเติมต้องออกเป็นพระราชกฤษฎีกาและขยายได้เฉพาะพื้นที่อื่นในภาคตะวันออก

โดยสาระสำคัญ กำหนดให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเป็นองค์กรถาวร เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการทำภารกิจระยะยาวให้บรรลุเป้าหมาย และมีโครงสร้างบริหารโดยคณะกรรมการนโยบายอีอีซีมาจากทุกภาคส่วนทั้งข้าราชการประจำ ภาคเอกชน ผู้ทรงคุณวุฒิ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานรวมทั้งสิ้น 28 คน ทั้งนี้ แม้จะมีการเปลี่ยนรัฐบาลในอนาคตก็จะไม่กระทบ และตนก็จะไม่ยึดติดกับตำแหน่ง

เม็ดเงินลงทุนมาแน่3แสนล้าน

“ขณะนี้มีนักลงทุน อาทิ ญี่ปุ่น จีน รอกฎหมายก่อนตัดสินใจเข้ามาลงทุนในไทย ดังนั้น จึงมั่นใจว่าปีนี้จะมีอุตสาหกรรมเป้าหมายยื่นคำขอรับส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่อีอีซีมากกว่า 3 แสนล้านบาท ส่วนการลงทุนจริงคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 30-40% จากคำขอรับส่งเสริมการลงทุนในอีอีซีปีที่ผ่านมาเกือบ 3 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการขยายกิจการ ส่วนการลงทุนใหม่จะเห็นคำขอในปีนี้แน่นอน” นายคณิศระบุ

ด้านเอกชนอย่าง นายเกรียงไกร เธียรนุกูล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สายงานการลงทุน และในฐานะประธานสภาธุรกิจไทย-รัสเซีย แสดงความเห็นว่า การที่กฎหมายผ่าน สนช.ได้สร้างความชัดเจนให้กับนักลงทุนว่าการลงทุนต่างๆ ในพื้นที่อีอีซีจะเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่สนับสนุนการลงทุน

เอกชนคลายกังวล

“คิดว่านักลงทุนโดยเฉพาะต่างชาติและไทยที่รอร่าง พ.ร.บ.อีอีซีประกาศใช้จากนี้ไปคงจะไม่ต้องกังวลใดๆ แล้ว ซึ่งที่ผ่านมาจุดอ่อนประการหนึ่งของไทยคือการที่เรามีรัฐบาลไม่ต่อเนื่องพอมีรัฐบาลใหม่มาโครงการต่างๆ ก็ไม่ถูกสานต่อแต่ พ.ร.บ.อีอีซีจะเป็นสิ่งการันตีว่าไม่ว่ารัฐบาลใดมาทุกอย่างจะเดินหน้า ซึ่งการที่คณะนักลงทุนจากรัสเซียมาเยือนไทยทางเอกชนไทยก็เตรียมจะหารือและต้อนรับเพื่อที่จะร่วมมือกัน” นายเกรียงไกรระบุ

โดยที่ผ่านมามีคณะนักลงทุนญี่ปุ่นเข้ามาดูพื้นที่อีอีซี ซึ่งทุกคนอยากเห็นกฎหมายมีความชัดเจน ถือเป็นเรื่องหลักที่นักลงทุนญี่ปุ่นตั้งคำถามความชัดเจนทางกฎหมายจากรัฐบาล ซึ่งประเด็นนี้รองประธาน ส.อ.ท.ยอมรับว่าส่งผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนจริงๆ อย่างล่าสุดคณะนักลงทุนจีนเตรียมเดินทางมาไทย แต่ก็เลื่อนออกไปก่อน เชื่อว่าอาจรอความชัดเจนของกฎหมาย

รัสเซียจัดทัพลงทุนมูลค่ามหาศาล

และล่าสุด ในระหว่างวันที่ 20-22 กุมภาพันธ์นี้ นาย Alexey Grudznev รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพัฒนาเศรษฐกิจสหพันธรัฐรัสเซียจะนำคณะนักธุรกิจรัสเซียประมาณ 30-40 ราย ทั้งภาครัฐและเอกชนเดินทางมาเยือนไทยเพื่อดูลู่ทางการลงทุนในอีอีซีเช่นกัน ซึ่งจังหวะเวลาถือว่าพอเหมาะกับที่กฎหมายผ่าน สนช.พอดี โดยจำนวนนักลงทุนอาจไม่มากแต่ถ้าประเมินมูลค่าบริษัทแล้วสูงกว่ารอบที่ญี่ปุ่นมา เพราะรอบญี่ปุ่นส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอี

สำหรับนักธุรกิจรัสเซียที่มาเยือนไทยครั้งนี้จะมาจากสาขาต่างๆ ได้แก่ การบิน ก่อสร้างปิโตรเคมี พลังงาน ยา โลจิสติกส์ ทั้งทางน้ำและอากาศ รวมถึงดิจิทัลไอที ด้านไซเบอร์ซิเคียวริตี้และผู้ให้บริการระบบไฮเทคโซลูชั่นต่างๆ ซึ่งทั้งหมดอยู่ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ที่รัฐบาลไทยต้องการดึงการลงทุนในอีอีซี โดยนักลงทุนที่จะมา อาทิ บริษัท Sukhol Civil Aircraft ผู้ผลิตเครื่องบินโดยสารที่มีชื่อเสียงของรัสเซีย JSC Russian Helicopters ผู้ผลิต

เฮลิคอปเตอร์ชั้นนำของโลก Ural ผู้ผลิตรถยนต์ รถถัง สำหรับก่อสร้างถนน Rostec ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีในรัสเซียที่มีเครือข่ายกว่า 700 บริษัททั่วโลก และ Fesco Group กิจการโลจิสติกส์ และเดินเรือชั้นนำ

แนะเพิ่มพื้นที่รับลงทุนคึกคัก

ขณะที่เอกชนอีกราย คือ นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์กรนายจ้างผู้ประกอบการค้าอุตสาหกรรมไทย มั่นใจว่า เมื่อร่าง พ.ร.บ.อีอีซีผ่าน สนช.แล้วจะสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติตัดสินใจลงทุนได้มากขึ้นเพราะทุกอย่างจะมีกฎหมายรองรับ และจะเห็นว่าสิทธิประโยชน์ที่นักลงทุนได้รับนั้นถือเป็นสิทธิประโยชน์การลงทุนที่ไม่แพ้ชาติใดในอาเซียนและบางเรื่องพบว่าดีกว่ามาก อย่างไรก็ตาม ระยะต่อไปเห็นว่า จ.ปราจีนบุรี ซึ่งเป็นเขตของการลงทุนอยู่แล้วน่าจะขยายเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของอีอีซีเพื่อทำให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

ซึ่งความเห็นของนายธนิตตรงกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย ที่ระบุว่า หากจะเพิ่มเติมพื้นที่อีอีซีต้องออกเป็นพระราชกฤษฎีกาและขยายได้เฉพาะพื้นที่อื่นในภาคตะวันออก ตรงนี้จึงน่าสนใจว่ารัฐบาลจะเพิ่มพื้นที่อีอีซีในเร็วๆ นี้ หรือรอให้ 3 จังหวัดเป้าหมายเดินหน้าเป็นรูปธรรมก่อน

เพราะไม่เพียงความเจริญทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ประชาชนคนไทยจะได้รับ และยังถือเป็นผลงานที่เข้าท่ามากที่สุดโครงการหนึ่งของรัฐบาลชุดนี้!!