นายเติมชัย บุนนาค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมพลังงานไฟฟ้ากลุ่ม ปตท. เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานปี 2560 บริษัทฯ มีรายได้รวมจากการดำเนินงานทั้งสิ้น 19,917 ล้านบาท คิดเป็นส่วนของกำไรสุทธิทั้งสิ้น 3,175 ล้านบาท หรือเพิ่มคิดเป็น 18% เมื่อเทียบกับปีเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยมาจากปริมาณการขายไฟฟ้าและไอน้ำเพิ่มสูงขึ้นจากโครงการต่างๆ ประกอบด้วย โครงการโรงไฟฟ้า ไออาร์พีซี คลีนเพาเวอร์ ระยะที่ 2 (IRPC-CP Phase 2) ที่ดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2560 ขนาดกำลังผลิตทั้ง 2 ระยะรวม 240 เมกกะวัตต์ และโรงผลิตไฟฟ้าสาธารณูปการระยอง ขนาดกำลังผลิตไฟฟ้ารวม 339 เมกะวัตต์ สามารถผลิตไอน้ำได้รวม 1,340 ตันต่อชั่วโมง และผลิตน้ำเพื่ออุตสาหกรรม 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่จำหน่ายสาธารณูปโภคให้กับกลุ่ม ปตท. โดยปีที่ผ่านมาไม่มีแผนการหยุดซ่อมบำรุง ทำให้ปริมาณการรับซื้อจากกลุ่มลูกค้าสูงขึ้นกว่าปีก่อน
นายเติมชัยกล่าวว่า ขณะเดียวกันบริษัทฯ ยังมีการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรเพิ่มขึ้น จากการเข้าไปถือหุ้นในโรงไฟฟ้า SPP ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โรงไฟฟ้า บางปะอิน โคเจเนอเรชั่น 2 (BIC 2) ซึ่ง GPSC ถือหุ้น 25% มีขนาดกำลังการผลิต 117 เมกะวัตต์ ซึ่งดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือนมิถุนายน ปี 2560 และโรงไฟฟ้า นวนคร (NNEG) ซึ่ง GPSC เข้าถือหุ้น 30% มีกำลังการผลิต 125 เมกะวัตต์ โดยถือเป็นปีแรก ที่บริษัทฯ สามารถรับรู้ส่วนแบ่งกำไรได้เต็มปี
“จากผลกำไรที่สูงขึ้นในปี 2560 เป็นผลมาจากความสามารถของบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการโรงไฟฟ้า และโครงการต่างๆ ที่อยู่ระหว่างการดำเนินงานให้สามารถเดินเครื่องผลิตจ่ายกระแสไฟฟ้าได้ เป็นไปตามเป้าหมายของ
นายเติมัยกล่าวว่า สำหรับแผนธุรกิจที่วางไว้ ประกอบกับบริษัทฯ มีมาตรฐานสูงในเรื่องความปลอดภัย โดยปราศจากอุบัติเหตระหว่างการปฏิบัติงาน พร้อมกับการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สามารถเดินเครื่องได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัทฯ ไม่มีปัญหาเรื่องการหยุดเดินเครื่องแบบฉุกเฉิน ที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งมอบไฟฟ้าและไอน้ำให้กับลูกค้า” ดร.เติมชัย กล่าว
นายเติมชัยกล่าวว่า ส่วนผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/2560 มีกำไรสุทธิทั้งสิ้น 722 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 72% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากมีรายได้เพิ่มสูงขึ้น จากปริมาณการจำหน่ายสาธารณูปโภคของโรงผลิตสาธารณูปการระยอง เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ประกอบกับการรับรู้รายได้จากโครงการ IRPC-CP ทั้ง 2 ระยะ ที่สามารถเดินเครื่องในเชิงพาณิชย์ได้ทั้งสองหน่วยผลิต ทำให้ บริษัทฯ รับรู้รายได้และกำไรที่เพิ่มสูงขึ้นจากโรงไฟฟ้าดังกล่าว
นายเติมชัยกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 256 คณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติเห็นชอบให้จ่ายปันผลประจำปี 2560 จากผลประกอบการของบริษัทฯ และบริษัทย่อยในปี 2560 ในอัตราหุ้นละ 1.25 บาท รวมเป็นเงินประมาณ 1,873 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 59% ของกำไรสุทธิ แบ่งเป็นการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 2560 (ม.ค.-มิ.ย.2560) ไปแล้วในอัตราหุ้นละ 0.45บาท จึงยังคงเหลือส่วนเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานครึ่งหลังของปี 2560 (ก.ค.-ธ.ค.2560) ที่จะต้องจ่ายในอัตราหุ้นละ 0.80 บาท โดยบริษัทฯ กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิเข้าประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2561 และสิทธิรับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 และกำหนดจ่ายเงินปันผลที่อัตรา 0.80 บาทต่อหุ้นในวันที่ 20 เมษายน 2561 โดยจะจ่ายเมื่อได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2561 แล้ว
นายเติมชัยกล่าวว่า สำหรับทิศทาง ปี 2561 บริษัทฯ ยังคงกำหนดเป้าหมายการขับเคลื่อนธุรกิจที่จะมีการเติบโตในพื้นที่มาบตาพุด ทั้งในด้านปริมาณกำลังการผลิต และจำนวนลูกค้า ที่จะมีอัตราการขยายตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะการใช้ไฟฟ้า และไอน้ำ ที่เกิดขึ้นจากการลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ซึ่งกลุ่ม ปตท. มีแผนการขยายการลงทุน และ GPSC ในฐานะเป็นแกนนำด้านพลังงานไฟฟ้าและสาธารณูปโภค มีความพร้อมที่จะลงทุนในด้านการผลิต และพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System: ESS) การพัฒนาโครงการ Smart Grid ร่วมกับพันธมิตร เพื่อมารองรับโครงการต่างๆ ของปตท. และขยายไปยังกลุ่มลูกค้าอื่นในพื้นที่อย่างเต็มประสิทธิภาพ

