“เจมาร์ท” ส่งไวท์เปเปอร์ เปิดขาย “เจฟินคอยน์” แจ้งตลท.ชัดๆ ไม่รับภาระแทนผู้ซื้อหากแผนไม่สำเร็จ

14.02.18 | 12:23 น.

นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจมาร์ท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า วันนี้ (14 กุมภาพันธ์ 2561) จะเปิดให้จองซื้อเจฟินคอยน์ตามปกติ เชื่อว่าประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เรื่องการขอความร่วมมือสถาบันการเงินงดทำธุรกรรมเงินสกุลดิจิทัล (คริปโตเคอเรนซี่) จะไม่ทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อเจฟินคอยน์ลดลง และมองว่าการที่ธปท.มีประกาศเรื่องนี้ออกมาเพราะอยากให้นักลงทุนระมัดระวังคริปโตเคอเรนซี่ที่ไม่มีอิชชูเออร์ แต่ไม่ได้ระบุเจาะจงถึงเจมาร์ท เพราะบริษัทฯมีอิชชูเออร์ มีแบบฟอร์มที่ชัดเจนและที่ผ่านมาได้ปรึกษาธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด


ล่าสุด น.ส.ลัดดา วรุณธารากุล เลขานุการบริษัท เจมาร์ท จำกัด (มหาชน) ได้ส่งหนังสือแจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ตามที่บริษัทได้เปิดเผยสารสนเทศ เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2561 เรื่องการเสนอขายไอซีโอ(เปิดจองซื้อคริปโตเคอเรนซี่)นั้น ขณะนี้ได้ปรับปรุงรายละเอียดโครงการ (ไวท์เปเปอร์) ฉบับเผยแพรล่าสุดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2561 โดยนำขึ้นเว็บไซต์ www.jfincoin.io บริษัทจึงขอชี้แจ้งข้อมูลเพิ่มเติมซึ่งเป็นสารสนเทศที่สำคัญ ดังต่อไปนี้

1. สิทธิประโยชน์ที่ผู้สนับสนุนเจฟินคอยน์จะได้รับ และลักษณะประเภทของดิจิทัลโทเคนที่เสนอขาย จากเอกสารไวท์เปเปอร์ฉบับเผยแพร่ล่าสุด บริษัทย่อยได้ชี้แจงเพิ่มเติมถึงสิทธิประโยชน์ที่ผู้สนับสนุนจะได้รับ โดยจากข้อมูลหน้าที่ 15 ของไวท์เปเปอร์ฉบับเผยแพร่ ย่อหน้าที่ 2 ระบุว่า ภายใต้ระบบ Decentralized Digital Lending Platform (“DDLP”) ประมาณการณ์การแบ่งค่าธรรมเนียม ซึ่งระบุไว้ในไวท์เปเปอร์ว่ามีอัตราที่ประมาณไม่เกิน 3% ของมูลค่าธุรกรรม (ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับความเป็นไปได้ของธุรกิจ และระบบนิเวศของระบบ เป็นต้น) ประมาณ 15 – 30% ของค่าธรรมเนียมสำหรับระบบ JFin Decentralized Network (บล็อกเชน) ซึ่งค่าธรรมเนียมที่แบ่งส่วนนี้ผู้ที่เป็นผู้สอบทานระบบ (Chain Validator) จะได้รับไปในรูปแบบของโทเคนซึ่งจะมีระบบแปลงค่า ผ่านตลาดรองด้วยระบบที่ราคาเจฟินโทเค็น ณ วันนั้น และอีกส่วนประมาณ 70 – 85% ของ ค่าธรรมเนียมสำหรับ JFin DDLP Platform ซึ่งส่วนแบ่งนี้จะได้รับเป็นเงินบาท โดยผู้รับคือบริษัทย่อย อย่างไรก็ตามการแบ่งส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้อันเนื่องจากความเป็นไปได้ทางธุรกิจ และระบบนิเวศของระบบ

2. แผนการใช้เงินจากการออกเสนอขายดิจิทัลโทเคน แบ่งเป็น 2.1.การพัฒนาระบบ 75% เพื่อประโยชน์ต่อผู้ถือโทเคน ซึ่งหมายรวมถึงการลงทุนพัฒนาระบบ บล็อกเชน, Credit Scoring, Crypto-Wallet, Big Data Analysis, Mergers and Acquisitions, การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เป็นต้น 2.2.การบริหาร การจัดการ การวิจัยและออกโปรแกรมทางการตลาด 20% และใช้สำหรับกิจกรรมอื่นๆ กฏหมาย และค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องอีก 5%

Advertisement

3. ผลกระทบต่อบริษัท เจ มาร์ทฯ บริษัทพยายามอย่างยิ่งที่จะพิจารณาถึงผลกระทบต่อบริษัท จากการตีความด้วยมาตรฐานบัญชีที่มีอยู่ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามบริษัทขอชี้แจงว่าแนวทางการอธิบาย ผลกระทบต่อบริษัท จะยังคงขึ้นอยู่กับมาตรฐานบัญชี ผู้สอบบัญชีและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องไอซีโอในอนาคต โดยการระดมทุนดังกล่าวบริษัทจะได้รับเงินสดภายในไตรมาส 1 หรือหากการระดมทุนเสร็จสิ้น ในช่วงเสนอขายไอซีโอบริษัทจะต้องรอการเคลียร์ลิ่งเงินเพื่อโอนให้กับบริษัท ซึ่งจะได้รับเงินในช่วงต้นเดือนเมษายน 2561 เป็นเงินสกุลไทยบาท และคาดว่ารายการดังกล่าวจะปรากฏภายในงบการเงินไตรมาส 1/2561 ทั้งนี้ในเรื่องการถือหุ้นเจมาร์ทยังคงถือหุ้น 80% ในบริษัทย่อย และในส่วนภาระผูกพันจากเสนอขายเหรียญดิจิทัล บริษัทไม่มีภาระต้องชำระคืนเงินระดมทุนให้กับผู้สนับสนุน หากบริษัทไม่สามารถพัฒนาระบบที่แจ้งไว้ในเอกสารไวท์เปเปอร์แต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม บริษัทและเจวีซีในฐานะบริษัทย่อย มุ่งหวังที่จะดำเนินตามแผนการดำเนินงานที่ได้แสดงไว้ในไวท์เปเปอร์ ทั้งนี้บริษัทคาดว่าจะพัฒนาระบบ DDLP เสร็จสิ้นภายในปี 2563

4.ข้อมูลอื่นใดที่อาจกระทบต่อเจมาร์ท และกลุ่มบริษัท เช่น การประกอบธุรกิจของกลุ่มบริษัทและความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น รวมถึงแผนการลงทุน ได้ระบุไว้อย่างชัดเจน ในส่วนของความเสี่ยงคือ 1.ความเสี่ยงทางด้านกฎเกณฑ์ และกฎหมาย โดยในปัจจุบันเป็นที่ทราบดีว่ากฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับบล็อกเชนและไอซีโอยังไม่มีการประกาศใช้อย่างเป็นทางการ ในอนาคตหากมีกฎเกณฑ์ และการกำกับควบคุมในที่เกี่ยวข้องอาจส่งผลต่อ Smart Contact หรือเจฟินโทเคนในอนาคต และบริษัทยินดีที่จะปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวในอนาคต 2.มูลค่าของเจฟินโทเคน จะขึ้นอยู่กับอุปสงค์และอุปทานในอนาคต และ 3.ความเสี่ยงอื่นๆ ซึ่งไม่อาจทราบได้ในปัจจุบัน และในด้านของผลต่อกลุ่มบริษัทอื่นในด้านการประกอบธุรกิจ ในกรณีที่เกิดหนี้สงสัยจะสูญขึ้นจะเกิดการติดตามหนี้ขึ้นมาทันที ซึ่งในประเด็นนี้บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทอาจเข้ามาให้บริการติดตามหนี้สงสัยจะสูญ และหากรายการให้บริการติดตามหนี้สงสัยจะสูญเข้าข่ายเป็นการทำรายการกับบุคคลที่เกี่ยวโยง บริษัทจะปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวในอนาคต

ทั้งนี้สำหรับแผนการลงทุนในเจฟินโทเคนในอนาคตของบริษัท ได้จัดสรรเจฟินโทเคน 23.34% หรือ 70 ล้านโทเคน ให้ขายเฉพาะ (Private Sale) ให้กับบริษัท และบริษัทย่อย ซึ่งแบ่งเป็น 6.67% หรือ 20 ล้านโทเคน ซึ่งจะขายเฉพาะให้กับบริษัทได้จนกว่าวันที่ 1 ตุลาคม 2561 และ 16.67% หรือ 50 ล้านโทเคน ซึ่งจะขายเฉพาะให้กับบริษัทได้จนกว่าวันที่ 1 ตุลาคม 2562 ทั้งนี้การพิจารณาซื้อโทเคนดังกล่าวจะพิจารณาจากผลประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหุ้น หากการซื้อโทเคนในอนาคตได้เข้าเกณฑ์การได้มาซึ่งสินทรัพย์ หรือหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวกับการทำรายการกับบุคคลที่เกี่ยวโยง บริษัทจะปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวในอนาคต