“สมคิด”อ้อนเอกชนช่วยดันไทย ตั้งเป้าอันดับความยากง่ายทำธุรกิจติดกลุ่ม ท็อปส์ 20 โลก

14.02.18 | 19:42 น.

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดการประชุมและปาฐกถาพิเศษ ระหว่างมอบนโยบายในการประชุมยกระดับประสิทธิภาพภาครัฐเพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ ที่โรงแรม เดอะ สุโกศล ว่า การลงทุนไทยลดลงในช่วง 10 ปี แต่ขณะนี้ไทยเริ่มน่าสนในมากขึ้น จากการมีโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ทำให้นักลงทุนหลายประเทศเปลี่ยนมุมมองกับไทย เช่น จีนพร้อมจะมา ส่วนอังกฤษ อิตาลี ฝรั่งเศส เมื่อ 2 ปี ไม่คบไทยเพราะมองว่าไม่มีประชาธิปไตย แต่ขณะนี้อยากให้ไทยจัดทีมไปเยือน ส่วนสหรัฐอเมริกาถ้าไม่มองไทย คงต้องตกขบวน

นายสมคิดกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อ 3 ปีก่อน ไม่ค่อยมีใครสนใจทำเรื่องการอำนวยความสะดวก รัฐบาลชุดนี้ใช้เวลา 2 ปี ทำให้อันดับความยากง่ายในการดำเนินธุรกิจจัดโดยธนาคารโลกปรับขึ้นมา 20 อันดับ มาอยู่ที่ 26 ของโลก ซึ่งการสัมมนาครั้งนี้เพื่ออยากให้เอกชนรู้ว่ารัฐบาลจะทำอย่างไร เพราะการกรอกข้อมูลของเอกชนในแบบสอบถามของธนาคารโลกที่เริ่มแจกแบบสอบถามแล้ว มีความหมาย อยากให้ตอบตามความเป็นจริง ให้รู้ว่ารัฐบาลทำอะไรมาบ้าง ทำถึงไหน

นายกอบศักดิ์ ภูตระกระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้เสนอไปยังคณะรัฐมนตรี(ครม.) ในการปรับปรุงกฎหมาย หรือระเบียบที่เกี่ยวข้องใน 4 เรื่องที่ยังไม่มีความมคืบหน้า และมีผลต่อการประเมินอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจของไทย คือ การขอใบอนุญาตก่อสร้าง ที่ขณะนี้ใช้เวลาถึง 110 วัน และต้องยื่นเอกสารถึง 90 ชุด จะให้เหลือเพียงไม่เกิน 37 วันยื่นเอกสารไม่กี่ชุด หรืออาจจะเหลือแค่ 1 ชุดในระบบอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ยังแก้เรื่องการจดทะเบียนทรัพย์สินให้เร็วขึ้น รวมถึงการค้าระหว่างประเทศ และแก้ปัญหากฎหมายล้มละลาย มั่นใจว่าหากแก้ไขใน 4 เรื่องดังกล่าวได้ทำให้อันดับอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจปีนี้ต่ำกว่าอันดับ 20 จากปีที่แล้วอยู่ที่อันดับ 26 ซึ่งปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อนที่อยู่ในอันดับ 46 จาก 190 ประเทศทั่วโลก

นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า นอกจากนี้รัฐบาลเตรียมการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการทบทวนกฎหมายที่ล้าสมัยหรือสร้างภาระแก่ประชาชน เพื่อมาดูในเรื่องกฎหมายลูก และกฎระเบียบที่ออกโดยกระทรวง เพื่อลดต้นทุนประชาชนต้องดำเนินการตามกฎหมายลง ในปัจจุบันพบว่าไทยมีต้นทุนต้องดำเนินการตามกฎหมายประมาณ 2-4% ของจีดีพี หรือคิดเป็นเงินประมาณ 5 แสนล้านบาท ตั้งเป้าหมายว่าในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าจะสามารถแก้ใบอนุญาติระดับท้องถิ่นที่มีอยู่กว่า 7 แสนใบให้มาใช้เกณฑ์ส่วนกลางที่มีอยู่ 6,000 ใบอนุญาต โดยตั้งเป้าหมายว่าไม่เกิน 3 ปีจะลดเหลือ 1,000 ใบอนุญาต และใช้เป็นระบบดิจิตอล คาดว่าในปีแรกจะทำได้ไม่น้อยกว่า 1,000 ใบอนุญาต น่าจะช่วยลดต้นทุนในปีแรกประมาณ4-5 หมื่นล้านบาท

นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ( ก.พ.ร. ) กล่าวว่า แผนการขับเคลื่อนการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ ประจำปีงบประมาณ 2561จะเร่งเชิญชวนให้ผู้ประกอบการและภาคเอกชนใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ให้มากขึ้นเพื่อเพิ่มความสะดวกในการรับบริการ เช่น จดทะเบียนนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ ส่งเงินสมทบและนำส่งเงินสมทบผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังได้จัดทำเว็บไซต์ Ease of Doing Business Thailand.info เว็บไซต์กลาง สำหรับการสื่อสารให้ข้อมูลแบบเบ็ดเสร็จครบวงจรเกี่ยวกับการปฏิรูปงานบริการภาครัฐและการจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนเมษายนนี้

Advertisement