การเข้าสู่ธุรกิจที่ “เป็นดิจิทัล” หรือ Being Digital จะต้องทำอะไรที่มากกว่าการเปิดเว็บไซต์, พัฒนาโมบายแอพพลิเคชั่นและใช้โซเชียลมีเดีย ที่เป็นแค่ “สัมผัสดิจิทัล (Feeling Digital)”
แต่ต้องการเปลี่ยนระบบนิเวศใหม่ หรือเปลี่ยนห่วงโซ่คุณค่าใหม่ แต่ทั้งนี้การดำเนินการเพื่อให้ธุรกิจ “เป็นดิจิทัล” จะมีความยุ่งยากซับซ้อนเป็นอย่างมาก ถ้าไม่มีโครงสร้างพื้นฐาน 5G เพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนดังกล่าว จากข้อมูลการสำรวจโดยบริษัท อีริคสัน พบว่าในปี 2016 กลุ่มธุรกิจต่างๆ มีถึง 59% ที่คิดว่า 5G ยังเป็นเรื่องไกลตัวสามารถรอได้อีกอย่างน้อย 5 ปี อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการสำรวจอีกครั้งในปี 2017 กลับพบว่าความเห็นดังกล่าวลดลงเหลือเพียง 11% หลายกลุ่มธุรกิจเริ่มให้ความสนใจจริงใจในการนำ 5G มาแปลงสภาพองค์กรให้ “เป็นดิจิทัล” โดยจะนำ 5G มาใช้ประโยชน์ในสองมิติคือ
1.นำมาสร้างการนำเสนอสินค้า/บริการแบบใหม่ๆ ที่ดีกว่าเดิม
2.สร้างประสิทธิภาพการให้บริการที่ดีขึ้นกว่าเดิม เช่น การนำระบบอัตโนมัติผ่านการเชื่อมโยงโครงข่าย 5G โดยกลุ่มธุรกิจยานยนต์ การให้บริการดูแลสุขภาพ และค้าปลีก ที่จะเป็น 3 กลุ่มธุรกิจหัวหอกในการนำ 5G มาใช้งาน
ในการสำรวจพบว่าจะมีกลุ่มธุรกิจที่จะเป็นกลุ่มหัวหอกที่จะนำ 5G มาใช้ประโยชน์ โดยร้อยละ 70 ของผู้ประกอบการในกลุ่มธุรกิจนี้ได้มีการวางแผนที่จะนำ 5G มาใช้งานภายในปี 2020-2021 โดยรายละเอียดการนำเอา 5G มาใช้ในแง่มุมต่างๆ ในแต่ละกลุ่มธุรกิจ อาทิ
กลุ่มธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค (Energy and Utilities) การเปลี่ยนแปลงพลังงานกำลังปรับเข้าสู่ยุค Decentralized Energy ที่ไม่จำเป็นต้องมีการผูกขาดการผลิตพลังงานไม่กี่รายเช่นในอดีตที่การผลิตพลังงานต้องขึ้นอยู่กับพลังงานที่ได้จากฟอสซิลเป็นหลัก แต่การใช้พลังงานทดแทนทั้งแสงแดดและสายลมจะมีบทบาทสำคัญ แต่ทั้งนี้จะต้องมาพร้อมโครงข่ายสำหรับการให้บริการพลังงานรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Microgrid ที่จะต้องมีคุณสมบัติในเรื่องการสื่อสารอยู่ในโครงข่ายพลังงานรูปแบบใหม่
ทั้งนี้ 5G ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการเชื่อมโยงเซ็นเซอร์ต่างๆ ภายใต้ IoT (Internet of Thing) ใน Microgrid ได้อย่างมีเสถียรภาพและเชื่อถือได้
และด้วยการเชื่อมโยงเซ็นเซอร์ใน Microgrid จะเป็นส่วนประกอบสำคัญสำหรับแพลตฟอร์มในการบริหารแหล่งผลิตไฟฟ้าที่มีความหลากหลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแพลตฟอร์มนี้มีชื่อเรียกทางเทคนิคว่า DERS (Distributed Energy resource management) โดยเซ็นเซอร์ที่มีการเชื่อมโยงผ่านโครงข่าย 5G จะนำเข้าไปใส่ไว้ในมิเตอร์อัจฉริยะ (Smart Meter) ในโครงสร้างพื้นฐาน AMI (Advanced Metering Infrastructure)
กล่าวโดยสรุปว่า 5G จะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนระบบนิเวศในกลุ่มธุรกิจพลังงานที่แต่เดิมเป็นรูปแบบผูกขาดหรือกึ่งผูกขาดเนื่องจากการจะเป็นผู้ให้บริการพลังงานได้จำเป็นจะต้องเป็นกลุ่มทุนขนาดใหม่ แต่ด้วยโครงสร้าง Microgrid ที่มีส่วนประกอบของ 5G จะสร้างประสิทธิภาพของการเป็น Decentralized Energy ได้เป็นอย่างดี
กลุ่มธุรกิจโรงงานการผลิต (Manufacturing) ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงจากการตั้งโรงงานการผลิตขนาดใหญ่ผลิตของจำนวนมากเพื่อให้ต้นทุนต่อชิ้นมีราคาถูก ในการสร้างและประกอบสินค้าจะใช้แรงงานที่ส่วนใหญ่เป็นแรงงานทักษะต่ำเพื่อให้ต้นทุนค่าแรงน้อย จะต้องมีต้นทุนในส่วนของการเก็บสินค้าเมื่อมีการผลิตเสร็จและต้นทุนในการขนส่งเคลื่อนย้ายไปยังตลาดที่ใกล้กับผู้บริโภค
โดยมากจะตั้งในพื้นที่ส่งเสริมการลงทุนสำหรับการตั้งนิคมอุตสาหกรรม
แต่การเปลี่ยนแปลงของกลุ่มธุรกิจโรงงานการผลิตที่จะต้องมีการลงทุนกับเครื่องจักรใหม่นั้น มีแนวโน้มจะลงทุนในเรื่องแขนกล/หุ่นยนต์ (Robotics) เพื่อใช้ทดแทนเครื่องจักรกลการผลิตแบบเดิม และนำมาทดแทนแรงงานทักษะต่ำที่ต้นทุนค่าแรงจะมีการปรับขึ้นตลอดเวลาทั้งนี้เพื่อลดต้นทุนการผลิต
อย่างไรก็ตาม ต้นทุนเกิดจากการตั้งโรงงานในเขตนิคมอุตสาหกรรมที่นับวันเขตเมืองจะขยายพื้นที่ออกมาทำให้ต้นทุนในการเก็บรักษาผลผลิตเพื่อรอการนำส่งที่ต้องอาศัยพื้นที่จำนวนมากมีมูลค่าเพิ่มขึ้น กอปรราคาเชื้อเพลิงค่าขนส่งเริ่มมีราคาสูงขึ้น ทำให้เกิดความต้องการโมเดลธุรกิจใหม่ที่เป็น Distributed Manufacturing ที่นำเอาแขนกล/หุ่นยนต์ ไปวางไว้ใกล้กับตลาดของผู้บริโภคเพื่อประหยัดต้นทุนการจัดเก็บที่สามารถผลิตตรงไหนส่งขายตรงนั้นได้ทันที รวมทั้งทำให้ต้นทุนค่าขนส่งน้อยมาก
ทั้งนี้ การเกิด Distributed Manufacturing ได้แขนกล/หุ่นยนต์ จะต้องเชื่อมอยู่บนโครงข่าย 5G ทำให้เกิด Cloud Robotics ที่แขนกล/หุ่นยนต์จะสามารถรับคำสั่ง ตรงสอบ ผลิตจากศูนย์ควบคุมส่วนกลางได้ การนำ Cloud Robotics มาใช้ในธุรกิจโรงงานการผลิตดจะสร้างความยืดหยุ่นและได้เปรียบธุรกิจรูปแบบเดิมที่มีการลงทุนสร้างโรงงานขนาดใหญ่จำนวนมากย้ายฐานการผลิตยากต้นทุนสูง แต่ในระบบ Cloud Robotics การเคลื่อนย้ายแขนกล/หุ่นยนต์จะสามารถปรับเปลี่ยนย้ายไปใกล้ตลาดบริโภคที่เกิดใหม่ได้ทันทีสร้างความได้เปรียบต่อระบบโรงงานการผลิตแบบเดิมได้
นอกจากนี้ 5G สามารถนำมาใช้ในการติดตามสินค้าที่ผลิตและส่งไปยังผู้บริโภคได้ตั้งแต่แท่นการผลิตจนถึงมือผู้ซื้อได้การรับประกันคุณภาพและการให้บริการหลังการขายจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น แขนกล/หุ่นยนต์ที่เชื่อมโยงอยู่บนโครงข่าย 5G นี้จะมีการส่งข้อมูลสถานภาพความสมบูรณ์หรือการชำรุดเข้าสู่ศูนย์ควบคุมส่วนกลางเพื่อจะได้กำหนดการบำรุงดูแลรักษาได้ก่อนที่เครื่องจักรจะมีการเสียหายขนาดใหญ่ที่จะไปกระทบต่อกระบวนการผลิต และใช้ลดต้นทุนการดูแลรักษาที่จะเปลี่ยนอะไหล่เมื่อมีการใช้งานได้อย่างเต็มที่สูงสุดไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตามรอบเวลาการบำรุงรักษาทั้งๆ ที่ของเดิมยังไม่ได้ชำรุดเสียหาย
กลุ่มธุรกิจในเรื่องบริการความปลอดภัยสาธารณะ (Public Safety) ด้วยการเติบโตของอุปกรณ์ปลายทางที่ใช้สวมใส่ หรือติดในยานพาหนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุปกรณ์ที่ใช้ในการบันทึกภาพ การสร้างระบบวิเคราะห์ผู้ต้องสงสัยให้กับเจ้าหน้าที่ภาคสนาม การนำเทคโนโลยี IoT โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Critical IoT ที่ให้ความมั่นใจในเสถียรภาพและคุณภาพของโครงข่ายที่เชื่อมโยงอุปกรณ์เหล่านี้ การควบคุมโดรนจากระยะไกลที่ต้องอาศัยโครงข่ายที่มีอยู่ครอบคลุมทั่วประเทศ
นอกจากนี้ ระบบการสื่อสารในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ต้องการทั้งความรวดเร็วและความน่าเชื่อถือสูง (Ultra-reliability and Low Latency) ที่เป็นลักษณะเด่นที่สำคัญที่พัฒนาขึ้นในโครงข่าย 5G
อย่างไรก็ตาม ในเทคโนโลยี 4G LTE ได้มีการนำเอา LTE มาสร้างเป็นโครงข่ายเฉพาะในเรื่องของความปลอดภัยสาธารณะ ที่เรียกว่า LTE Public Safety เพื่อสร้างระบบสื่อสารให้กับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแล้วก็ตาม แต่เมื่อมีโครงข่าย 5G แล้วการอัพเกรดนำ Public Safety ไปอยู่บนโครงข่าย 5G จะได้ประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งเพิ่มมิติของอุปกรณ์ภาคสนามได้มากขึ้น ไม่จำกัดอยู่เพียงแค่โทรศัพท์เคลื่อนที่ แต่จะรวมไปถึงเซ็นเซอร์ต่างๆ กล้องวงจรปิดที่มีการติดตั้งอยู่มากมายเพื่อนำข้อมูลจำนวนมากมาทำการวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ความเสี่ยงต่างๆ เพื่อช่วยใหเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานได้สามารถไประงับเหตุได้ทันเวลา
กล่าวโดยสรุปว่าการมีโครงข่าย 5G จะนำมาซึ่งมิติของการสร้างบริการเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยสาธารณะที่มีประเมินสถานการณ์ได้อย่างแม่นยำมากขึ้น การให้บริการมีเสถียรภาพมากขึ้น เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานจะมีเครื่องมือเหล่านี้ที่ทันสมัยและเหมาะสมกับการปฏิบัติงานมากขึ้น
จะเห็นได้ว่า 3 กลุ่มธุรกิจเหล่านี้จะนำเอาความสามารถของโครงข่าย 5G มายกระดับเข้าสู่การ “เป็นดิจิทัล”
แต่ยังมีกลุ่มธุรกิจอื่นอีก 7 กลุ่มธุรกิจที่จะนำเอา 5G มาใช้งานในอนาคตอันใกล้นี้
เชื่อว่าอีกไม่นาน รายละเอียดของกลุ่มธุรกิจอีก 7 กลุ่ม จะปรากฏให้ได้เห็นว่าจะนำเอาโครงข่าย 5G ที่กำลังมาไปใช้ทำอะไรให้ “เป็นดิจิทัล” ได้

