นางอินทิรา โภคปุณยารักษ์ ผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า (อคส.) (PWO) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในปี 2561 อคส.ตั้งเป้าให้องค์กรสามารถดำเนินงานให้กลับมาไม่ขาดทุนและมีกำไรได้ จาก 2-3 ปีที่ผ่านมาประสบภาวะขาดทุน อย่างปี 2560 ผลการดำเนินงานขาดทุนกว่า 173 ล้านบาท สำหรับปีนี้ตั้งเป้ามีกำไร 30 ล้านบาท โดยขณะนี้อยู่ระหว่างปรับบทบาทและปรับโครงสร้างขององค์กรให้สามารถเลี้ยงตัวเองได้ คือเป็นทั้งหน่วยงานที่ดำเนินงานเชิงพาณิชย์ และยังต้องรองรับการทำงานตามนโยบายรัฐบาลอยู่
นางอินทิรา กล่าวว่า ตามแผนการปรับบทบาท ด้านงานเชิงพาณิชย์ จะมีรายได้มาจาก 3 ทางหลัก ได้แก่ 1.การเพิ่มมูลค่าคลังสินค้า ภายใต้การดูแลของ อคส. ให้สามารถเก็บค่าเช่าได้เพิ่มขึ้นตามความเหมาสมของคลังแต่ละแห่ง และเจรจากับลูกค้าให้มีการเช่าระยะยาว อย่างน้อย 1 ปี จากเดิมเช่าระยะสั้น 3 เดือน และเช่าให้เต็มพื้นที่ คาดปีนี้จะมีรายได้จากค่าเช่าคลัง 200 ล้านบาท จากเดิมได้เพียง 60 ล้านบาท 2.จำหน่ายข้าว และอาหารสด โดยปัจจุบันได้กระจายนำข้าวหอมมะลิ ภายใต้แบรนด์ อคส. ขายยังร้านค้าต่างๆ และร้านค้าธงฟ้าประชารัฐแล้ว 160 ร้าน คาดจะเพิ่มเป็น 400 ร้าน จะทำให้มีรายได้จากการขายข้าวเพิ่มเป็น 300 ล้านบาท จากเดิมปีละ 70-80 ล้านบาท ส่วนอาหารสดที่เป็นวัตถุดิบเดิมขายให้กับหน่วยงานรัฐ เช่น เรือนจำเท่านั้น มีแผนจะเจรจาขายให้กับถาคเอกชนด้วย 3.ดำเนินธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งมีแผนจะเจรจาร่วมธุรกิจกับภาคเอกชน และขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจากับไปรษณีย์ไทยด้วย จะทำให้ในอนาคตสัดส่วนรายได้จะมาจากค่าเช่าคลังสินค้า 40% ขายข้าวและอาหารสด 30% และธุรกิจโลจิสติกส์ 30%
นางอินทิรา กล่าวอีกว่า สำหรับแผนงานด้านการรองรับนโยบายของภาครัฐ ก็จะมีอยู่และดำเนินต่อเนื่องจากที่เคยทำมา เช่น คลังเก็บสต็อกสินค้าเกษตร อย่างข้าวในสต็อกของรัฐ จากโครงการรับจำนำ ซึ่งทาง อคส.ได้แจ้งกับที่ประชุมคณะอนุกรรมการระบายข้าว ซึ่งมีปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ว่า มีข้าวในสต็อกของรัฐที่ไม่ติดคดี และสามารถนำออกมาระบายด้วยการเปิดประมูลได้ 1.85 ล้านตัน ซึ่งเป็นข้าวที่เหมาะสำหรับไปใช้ในอุตสาหกรรม ไม่เหมาะกับการบริโภคของคน ส่วนจะนำออกมาประมูลได้เมื่อไหร่ ปริมาณเท่าใดนั้นขึ้นอยู่กับคณะอนุกรรมการระบายข้าวที่จะเสนอ คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พิจารณาต่อไป ส่วนคลังสินค้าของเอกชนที่ อคส.เช่าเพื่อเก็บข้าวในสต๊อกของรัฐนั้น แล้วที่ผ่านมาค้างจ่ายค่าเช่าให้กับเอกชน จากงบประมาณไม่เพียงพอ ขณะนี้ได้ทยอยจ่ายแล้ว โดยนำเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีของ อคส. บางส่วนมาจ่าย โดยจะต้องจ่ายให้กับภาคเอกชนรวมทั้งหมดประมาณ 700-800 ล้านบาท

