เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม ในฐานะรักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยความคืบหน้าโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 จำนวน 9 เส้นทางว่า ในเดือนมีนาคมนี้ รฟท.จะเสนอทางคู่ 2 เส้นทางให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติเห็นชอบให้ดำเนินโครงการ คือ 1.รถไฟทางคู่สายใหม่ ช่วงเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ระยะทาง 326 กิโลเมตร (กม.) วงเงิน 71,696 ล้านบาท และ 2.ทางคู่สายใหม่ ช่วงบ้านไผ่-มุกดาหาร-นครพนม ระยะทาง 355 กม. วงเงิน 54,684 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 7 เส้นทาง อยู่ระหว่างจัดทำข้อมูลเพิ่มเติม คาดว่าจะทยอยเสนอให้ ครม.เห็นชอบได้เร็วสุดในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2561
นายอานนท์กล่าวว่า ในส่วนของทางคู่ช่วงเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ และช่วงบ้านไผ่-มุกดาหาร-นครพนมนั้น กระทรวงคมนาคมเตรียมประสานไปยังคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (บอร์ด สศช.) เพื่อขอให้จัดประชุมและเร่งพิจารณาโครงการในช่วงต้นเดือนมีนาคม เพื่อให้สามารถนำเสนอ ครม.พิจารณาได้ในปลายเดือนมีนาคม
“การเสนอ ครม.เป็นการขออนุมัติให้ดำเนินโครงการเท่านั้น ส่วนรายละเอียดของทางคู่แต่ละเส้นทางจะแบ่งออกเป็นกี่สัญญา หรือกำหนดให้ 1 เส้นทาง มี 1 สัญญาไปเลย จะขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการกำกับการจัดซื้อจัดจ้าง (ซุปเปอร์บอร์ดจัดซื้อจัดจ้าง) จะเป็นผู้พิจารณาหลังจาก ครม.อนุมัติโครงการไปแล้ว ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาไม่นานประมาณ 2-3 เดือนก็คงจะได้ข้อสรุป เนื่องจากมีข้อมูลของรถไฟทางคู่ ระยะที่ 1 จำนวน 5 เส้นทาง
ที่มีการประกวดราคาและเริ่มลงมือก่อสร้างเป็นแนวทางไว้อยู่แล้ว” นายอานนท์กล่าว
สนร่วมประมูลทางคู่เพียบ
นายอานนท์กล่าวว่า สำหรับเอกชนที่จะเข้ามาร่วมประมูลเพื่อก่อสร้างรถไฟทางคู่ของ รฟท.นั้น คาดว่าจะมีผู้สนใจเข้ามาเป็นจำนวนมากเหมือนกับการประมูล 5 เส้นทางแรกแน่นอน และอาจจะมีมากกว่าครั้งที่แล้วด้วย เนื่องจากบริษัทผู้รับเหมาเริ่มตื่นตัวกับโครงการของภาครัฐมากขึ้น หลังมีการประมูลสำเร็จและสามารถลงพื้นที่ก่อสร้างได้ตามเป้าหมายที่กำหนด โดยในการประมูล 5 เส้นทางแรก มีบริษัทเอกชนเข้าซื้อซองประกวดราคาประมาณ 20 ราย มีทั้งบริษัทในไทยและต่างชาติ เช่น จากจีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย และอินเดีย เป็นต้น ซึ่งการเข้าร่วมประมูลก็จะเข้ามาร่วมกับบริษัทของไทย ทำให้บางสัญญาที่จัดประมูลไปมีผู้ยื่นแข่งขันถึง 10 รายก็มี
“ในเงื่อนไขการประกวดราคา (ทีโออาร์) จะมีการกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่ยื่นให้ต้องมีประสบการณ์ในงานก่อสร้างรางรถไฟด้วย ดังนั้นทางบริษัทที่จะเข้ามาร่วมประมูลจึงต้องจับมือกันเข้ามาในลักษณะของกิจการร่วมค้าเพื่อให้มีคุณสมบัติตรงตามที่กำหนด ซึ่งในการประมูลครั้งนี้ก็มั่นใจว่าจะมีผู้สนใจยื่นประกวดราคามากกว่าครั้งที่แล้วแน่นอน” นายอานนท์กล่าว
ก.ล.ต.คาดมี.ค.ออกกฎดูเงินดิจิทัล
ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการกำกับดูแลการทำธุรกรรมด้วยสกุลเงินดิจิทัล หรือคริปโตเคอเรนซี ที่ล่าสุดบริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด บริษัทลูกของบริษัท เจมาร์ท จำกัด (มหาชน) เปิดระดมทุนด้วยการเสนอขายเงินดิจิทัล (โทเคน) ต่อสาธารณชน (ไอซีโอ) เป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยเปิดให้จองซื้อ
เจฟินคอยน์ เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สองวันหลังจากธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) ประกาศขอความร่วมมือจากธนาคารพาณิชย์งดทำธุรกรรมใดๆ กับเงินดิจิทัล แต่ปรากฏว่าได้รับความสนใจอย่างมาก ใช้เวลาเพียง 2 วันที่กำหนดเปิดให้จองซื้อเจฟินคอยน์ได้ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ยอดจองซื้อเจฟินคอยน์ครบ 100% มูลค่า 660 ล้านบาท เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และมีบริษัทรายใหม่ประกาศเตรียมระดมทุนไอซีโอตามอย่างเจมาร์ทเช่นกันแล้วนั้น
ล่าสุดรายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แจ้งว่า หลังจากที่ปิดรับฟังความคิดเห็นแนวทางการกำกับดูแลการระดมทุนด้วยการเสนอขายดิจิทัลโทเคนต่อสาธารณชน
(ไอซีโอ) ไปเมื่อวันที่ 22 มกราคมที่ผ่านมา ขั้นตอนหลังจากนี้คณะกรรมการจะพิจารณารายละเอียดสำคัญทั้งหมด ทั้งในเรื่องการเสนอขายดิจิทัลโทเคนให้กับส่วนแบ่งร่วมลงทุน เฉพาะผู้ลงทุนสถาบัน กิจการเงินร่วมลงทุน นิติบุคคลร่วมลงทุน ผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษ และในกรณีผู้ลงทุนรายย่อยจะต้องจำกัดวงเงินลงทุน นอกจากนี้เห็นว่าควรจะมีตัวกลาง (ไอซีโอพอร์ทอล) ที่ ก.ล.ต.ยอมรับเข้ามาทำหน้าที่คล้ายนายทะเบียนหลักทรัพย์ โดยเข้ามาช่วยคัดกรองผู้ระดมทุนจากผู้ที่ไม่สุจริต รวมถึงการพิจารณาความเป็นไปได้ของแผนธุรกิจ โครงสร้างการกระจายดิจิทัลโทเคน การตรวจสอบสมาร์ทคอนแทร็ค และพิสูจน์ตัวตน (เควายซี) ของผู้ลงทุน
รายงานข่าวจาก ก.ล.ต.แจ้งเพิ่มเติมว่า ขอบเขตการกำกับดูแลของ ก.ล.ต.จะดูแลกำกับไอซีโอที่มีลักษณะเข้าข่ายเป็นการเสนอขายหลักทรัพย์เท่านั้น โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปและออกเป็นประกาศแนวทางการกำกับดูแลภายในเดือนมีนาคมนี้
หนุนธปท.ห้ามแบงก์ยุ่งเงินดิจิทัล
นายปริญญา หอมเอนก อนุกรรมการความมั่นคงปลอดภัย สำนักงานคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ กล่าวว่า เรื่องคริปโตเคอเรนซี หรือเหรียญดิจิทัล เป็นเรื่องที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องให้ความรู้และความเข้าใจกับประชาชน เพราะเป็นเรื่องใหม่ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเหมือนเหรียญสองด้าน หากใช้ถูกทางก็เกิดประโยชน์ แต่หากใช้ในทางที่ผิดก็จะเกิดผลกระทบได้ เพราะปัจจุบันในไทยมีแล้ว อย่าง เจฟินคอยน์ของบริษัทเจมาร์ท ใช้เป็นช่องทางในการระดมทุนแล้ว อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ก.ล.ต.อยู่ระหว่างการรับฟังความเห็นเกี่ยวกับการกำกับดูแลการระดมทุนด้วยการเสนอขายเหรียญดิจิทัล (ไอซีโอ) น่าจะมีข้อสรุปออกมาเร็วๆ นี้
นายปริญญากล่าวว่า ส่วนกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ห้ามธนาคารพาณิชย์ในการทำธุรกรรมการเงินที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเคอเรนซีนั้น มองว่า ธปท.ไม่อยากให้ธนาคารเป็นผู้ที่ให้บริการหรือสร้างแพลตฟอร์มเพื่อซื้อขายคริปโตเคอเรนซี อย่างไรก็ตาม ส่วนการทำธุรกรรมของลูกค้าที่จะมีการโอนเงินไปยังบัญชีอื่นเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นคริปโตเคอเรนซีไม่สามารถห้ามได้ เพราะเป็นเรื่องส่วนบุคคล อย่างไรก็ดี หากพบการธุรกรรมการเงินที่ผิดปกติธนาคารก็สามารถตรวจสอบข้อมูลได้
กสิกรฯรับศึกษาคอยน์เพื่อวิจัย
นายสมคิด จิรานันตรัตน์ รองประธานบริษัท กสิกร บิซิเนส เทคโนโลยี กรุ๊ป จำกัด บริษัทในเครือธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ธปท.ได้ขอความร่วมมือธนาคารไม่ให้สนับสนุนการทำธุรกรรมคริปโตเคอเรนซี เพราะมีคนเข้าไปเก็งกำไรในคริปโตเคอเรนซีจำนวนมาก ทำให้ราคาคริปโตเคอเรนซีมีความผันผวนสูง รวมทั้งอาจจะมีการทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย ทั้งนี้ธนาคารไม่ได้มีการทำธุรกรรมใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับคริปโต
เคอเรนซีอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนาคริปโตเคอเรนซีคือบล็อกเชน ซึ่งประเมินว่าในอนาคตจะมีการการนำบล็อกเชนมาใช้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันธนาคารมีการนำบล็อกเชนมาพัฒนาการบริการออกหนังสือค้ำประกันแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนการนำมาพัฒนาคริปโตเคอเรนซีอยู่ในแผนงานที่อยู่ระหว่างการพิจาณา “การนำบล็อกเชนมาพัฒนาคอยน์ เป็นเรื่องที่อยู่ในแผนงานธนาคาร จะมีการศึกษา อย่างไรก็ตามจะเป็นการทำเพื่อใช้ในการศึกษาและวิจัยภายใน ไม่ได้ออกมาเพื่อใช้ซื้อขายหรือเกี่ยวข้องกับประชาชนทั่วไป” นายสมคิดกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ ธปท.ไม่ได้รับรองคริปโคเคอเรนซีเป็นเงินที่ใช้ชำระหนี้ทางกฎหมาย และได้ออกมาเตือนประชาชนถึงการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเคอเรนซีอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดจึงได้ออกหนังสือเวียนถึงธนาคารพาณิชย์ไม่ให้ทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเคอเรนซีหรือสนับสนุนประชาชนให้ลงทุน อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีมาตรการกำกับดูแลใหม่ออกมา หลังจากที่ได้เริ่มมีบริษัทที่ทำไอซีโอแล้ว
‘ฐากร’เผยปี’63ไทยก้าวสู่ยุค5จี
นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ กสทช.ร่วมกับบริษัทพันธมิตร อย่างหัวเว่ย อีริคสัน และมติชน จัดเวทีเสวนาเรื่อง 5G หัวข้อเรื่อง “5G เปลี่ยนโลก เปลี่ยนประเทศไทย” ที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ ซอยรางน้ำ เพื่อต้องการสื่อสารให้ประชาชนทราบว่าเทคโนโลยี 5G กำลังจะเข้ามามีบทบาทต่อโลกต่อประเทศอย่างไร
นายฐากรกล่าวว่า ภายในงานจะมีการแสดงอุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยี 5G ซึ่งมีประสิทธิภาพความเร็วสูง โดยบริษัทหัวเว่ยและบริษัทอีริคสันจะนำอุปกรณ์บางส่วนมาให้ชม ส่วนเนื้อหาการเสวนาจะพูดถึงเทคโนโลยี 5G ที่กำลังจะเข้ามามีบทบาท ประชาชนจะต้องเตรียมตัวอย่างไรกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ทั้งนี้สืบเนื่องจากปี 2555 ที่เทคโนโลยี 3G เข้ามา เรื่อยมาจนถึงปี 2557 กระทั่งปี 2560 และปัจจุบันที่เป็นเทคโนโลยี 4G ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบ ทำให้เข้าใจกันบ้างแล้ว และเมื่อก้าวเข้าสู่เทคโนโลยี 5G ที่คาดว่าจะมีการเปิดใช้งานประมาณปลายปี 2563 ซึ่งนับเวลาจากนี้ไปอีกปีเศษ โดยจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายเท่าทวีคูณ ทั้งพฤติกรรมของผู้คน การทำธุรกิจต่างๆ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากเทคโนโลยี 5G มีความเร็วกว่า 4G อยู่ 30 เท่า ดังนั้นจำเป็นที่ทุกคนทุกฝ่าย จะต้องตื่นตัว และปรับตัวพร้อมรับมือมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันยังพบว่ายังมีบางคนบางส่วนยังนิ่งๆ อยู่ ส่งผลให้อาจจะตกยุคสมัย เพราะปรับตัวไม่ทัน อีกทั้งโลกจะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นอีกมากและรวดเร็ว จึงจำเป็นที่จะต้องส่งสัญญาณให้กับประชาชนได้รับทราบ
จัดเสวนา’5จี’ตีปี๊บให้คนไทยรู้
นายฐากรกล่าวว่า รูปแบบการใช้งานที่จะแตกต่างจาก 4G เมื่อก้าวเข้ามาสู่เทคโนโลยี 5G มี 3 ส่วนใหญ่ 1.การใช้ยานยนต์อัจฉริยะ หรือยานยนต์ไร้คนขับที่อาจเป็นจริงขึ้นได้ ช่วยลดการจราจรที่แออัด 2.การใช้อุปกรณ์อินเตอร์เน็ต ออฟ ธิง ที่อุปกรณ์ต่างๆ สามารถติดต่อสื่อสารกันเป็นจำนวนมาก และ 3.การควบคุมอุปกรณ์ในระยะไกล เช่น การรักษาทางไกลที่แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคผ่านหน้าจอได้ และยังสามารถควบคุมการรักษาได้ ทั้งนี้อุปกรณ์อินเตอร์เน็ต ออฟ ธิง จะเข้าไปเกี่ยวข้องทั้งหมดในกระบวนการ เมื่อเกี่ยวข้องกันแล้วจะเห็นการติดต่อระหว่างสิ่งของต่อสิ่งของในการที่จะสื่อสารกันที่จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นการลดกระบวนการในการทำหรือสั่งการของมนุษย์
ส่งผลให้จะมีการใช้แรงงานประชาชนน้อยลง หันไปใช้วัตถุหรือใช้สิ่งของในการดำเนินการแทน และคาดว่าภาคการเงินการธนาคารจะต้องได้รับผลกระทบอย่างยิ่ง หากไม่มีการปรับตัว โดยในขณะนี้ทั่วโลกมีการทยอยปิดตัวธนาคารลงแล้วอย่างต่อเนื่อง และเมื่อเทคโนโลยี 5G เข้ามา ธนาคารจะต้องมีการปิดตัวเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
“การจัดเสวนาครั้งนี้ ต้องขอบคุณภาคเอกชนอย่างหัวเว่ยและอีริคสันที่เล็งเห็นความสำคัญและตระหนักต่อการก้าวเข้าสู่ยุคเทคโลยี 5G ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงานครั้งนี้ กสทช.เพียงทำหน้าที่หาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญระดับโลก โดยเห็นว่ามีความรู้ในด้านต่างๆ อาทิ ด้านเทคนิค ด้านวิศวะ และด้านเศรษฐศาสตร์ ที่จะสามารถถ่ายทอดผลกระทบต่างๆ ใน 5G ว่าเปลี่ยนโลกแล้ว จะเปลี่ยนประเทศไทยอย่างไร เพื่อสื่อสารให้ประชาชนไทยตระหนักรู้ถึงความสำคัญและเกี่ยวข้องกับคนไทยและประเทศไทยอย่างไร” นายฐากรกล่าว
‘บิ๊กตู่’ปลื้มอันดับทุกข์ยากต่ำ
พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พอใจผลการจัดอันดับดัชนีความทุกข์ยาก (Misery Index) ประจำปี 2018 ของสำนักข่าวบลูมเบิร์กที่ระบุว่า ประเทศไทยมีระดับความทุกข์ยากต่ำที่สุดในโลก หรือมีความสุขที่สุดจากทั้งหมด 66 ประเทศ เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน ด้วยคะแนน 2.5 ซึ่งการจัดอันดับวัดจากอัตราเงินเฟ้อและอัตราการว่างงานที่อยู่ในระดับต่ำ สะท้อนว่าเศรษฐกิจอยู่ในระดับดี ทั้งนี้ 5 อันดับประเทศที่มีความทุกข์ยากน้อยที่สุดในโลก ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น สวิตเซอร์แลนด์ และไต้หวัน
“นายกฯกล่าวว่า ในปี 2560 ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานว่าประเทศไทยมีอัตราการว่างงานเพียง 1.3 % และอัตราเงินเฟ้อ 0.66% เป็นผลจากการที่รัฐบาลเร่งผลักดันมาตรการต่างๆ เพื่อให้เกิดการจ้างงานมากขึ้น และรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่ไปกับการดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ นอกจากนี้บลูมเบิร์กยังระบุด้วยว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้มีแนวโน้มที่สดใส” พล.ท.สรรเสริญกล่าว
ย้ำแนวโน้มศก.ไทยสดใส
พล.ท.สรรเสริญกล่าวต่อไปว่า พล.อ.ประยุทธ์เห็นว่าเศรษฐกิจในภาพรวมปีนี้ถือว่าไปได้ดี และเชื่อว่าพี่น้องประชาชนก็รอคอยการแก้ไขปัญหาปากท้องและผลลัพธ์จากการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยย้ำว่ารัฐบาลรับทราบดีถึงเรื่องดังกล่าวจึงพยายามทำทุกวิถีทาง เพื่อให้ทุกคนเกิดความมั่นใจ ในโอกาสวันตรุษจีน นายกฯฝากอวยพรขอให้ทุกคนไทยทุกคน โดยเฉพาะพี่น้องคนไทยเชื้อสายจีน มีความสุข สดชื่น สมหวัง โดยที่ผ่านมาได้สั่งการสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีประดับโคมจีนเต็งลั้ง 6 คู่ ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อร่วมฉลองเทศกาลตรุษจีนของคนไทยเชื้อสายจีนในประเทศไทย และในอนาคตก็จะมีการพิจารณาถึงเทศกาลอื่นๆ

