เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยในงานสัมมนา “Credit Spotlight On Thailand: The Link To Continental Southeast Asia” จัดโดย ทริสเรตติ้ง ที่โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ ว่า ขณะนี้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวชัดเจนขึ้น ซึ่งเศรษฐกิจไทยได้อานิสงส์ด้วยสะท้อนจากการส่งออกที่ขยายตัวดีกระจายในทุกตลาดและทุกประเภทสินค้า อีกทั้งเห็นตัวเลขการนำเข้าขยายตัวดีโดยตัวเลขเดือนมกราคมที่ผ่านมา การส่งออกมีมูลค่ามากกว่า 20,000 ล้านเหรียญต่อเดือน เห็นมาระยะหนึ่งแล้วแต่การนำเข้ามามากกว่า 20,000 ล้านเหรียญต่อเดือน เป็นระดับที่ไม่ได้เห็นมานานแล้ว แม้ว่าจะเป็นผลจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น แต่มีการนำเข้าสินค้าทุนมาก สะท้อนกิจกรรมในประเทศเพิ่มมากขึ้น แต่ในภาวะที่โลกยังมีสภาพคล่องส่วนเกินสูงและมีความไม่แน่นอนหลายด้านทำให้ตลาดเงินตลาดทุนมีความผันผวนได้ ซึ่งช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาตลาดมีการปรับฐาน (Market Correction) โดยราคาหุ้นปรับลดลงรุนแรงทั่วโลก ทำให้ชะล่าใจไม่ได้ เพราะระยะข้างหน้ายังมีหลายปัจจัยที่ทำให้ตลาดเงินและตลาดทุนผันผวนสูงขึ้น โดยค่าจ้างแรงงานและเงินเฟ้อในสหรัฐที่สูงขึ้นเร็ว ทำให้ความเป็นไปได้ที่สหรัฐปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องมีมากขึ้น ส่งผลต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับขึ้นเร็วสูงกว่า 2.9% สูงที่สุดในรอบ 4 ปี อาจจะส่งผลต่อต้นทุนบริษัทที่พึ่งพิงเงินตราต่างประเทศจำนวนมาก ดังนั้นธุรกิจต้องให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงมากขึ้น ทั้งการเงิน อัตราแลกเปลี่ยนและมีการกระจายความเสี่ยงของลูกค้า
“เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยมีกันชนรองรับได้ เพราะภาคการเงินไทยมีความเข้มแข็งและเศรษฐกิจไทยพึ่งพาเงินทุนต่างประเทศต่ำเพียง 36% ของจีดีพี สภาพคล่องสูงเงินทุนต่างประเทศสูง ซึ่งปีที่ผ่านมาไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 10.8% ของจีดีพี จากการส่งออกสินค้าและบริการ ด้านทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง กว่า 3.3 เท่าของหนี้ระยะสั้น และสูงกว่า 1.4 เท่าของหนี้ระยะสั้นและระยะยาว สามารถรองรับความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายได้ ด้านสถาบันการเงินไทยมีความแข็งแกร่งมีเงินกองทุนอยู่ในระดับสูง ทั้งนี้ แม้ว่าธนาคารกลางสหรัฐจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแต่ไทยไม่จำเป็นต้องรีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในทันทีเพราะการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นกับเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นหลัก” นายวิรไท กล่าว
ด้านความผันผวนของค่าเงินบาท นายวิรไท กล่าวว่า การเคลื่อนไหวค่าเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐไม่ได้มาจากปัจจัยภายในประเทศเท่านั้น การที่บอกว่าค่าเงินบาทแข็งค่าอาจจะมองเฉพาะในประเทศเท่านั้น แต่ยังมีผลจากเศรษฐกิจปัจจัยภายนอกด้วย ซึ่งความไม่มั่นใจค่าเงินสหรัฐ ทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า เทียบสกุลอื่นทั่วโลก เช่น ยูโร เยน และประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ รวมทั้งไทย ส่วนการเก็งกำไรค่าเงินบาท หลังจากที่ ธปท. ได้ออกมาส่งสัญญาณถึงสถาบันการเงินว่าไม่อยากเห็นพฤติกรรมที่ไม่ตรงกับมาตรการป้องกันการเก็งกำไรค่าเงินบาท และได้มีการตรวจสอบใกล้ชิดมากขึ้น พบว่าสถาบันการเงินให้ความร่วมมือดีมากขึ้น และธุรกรรมเงินเข้า-เงินออกไม่ได้หนาแน่น
ผู้สื่อข่าวสอบถามว่า ดอลลาร์สหรัฐได้รับความสนใจในการลงทุนน้อยลงเพราะมีการลงทุนในเงินดิจิทัล(คริปโตเคอเรนซี) มากขึ้นหรือไม่นั้น นายวิรไท กล่าวว่า เรื่องค่าเงินดอลลาร์สหรัฐไม่อยากให้โยงกับคริปโตเคอเรนซี เพราะธุรกรรมคริปโตเคอเรนซีหากเทียบกับการชำระเงินทั้งโลกยังถือว่าเป็นสัดส่วนน้อยมาก แต่ผลมาจากการฟื้นตัวเศรษฐกิจภูมิภาค ทั้งยุโรป ญี่ปุ่น และประเทศในเอเชีย ทำให้มีความสนใจลงทุนในสินทรัพย์ประเทศเหล่านี้เพิ่มมากขึ้นกว่าดอลลาร์สหรัฐ

