เมื่อไม่นานมานี้มีบันทึกฉบับหนึ่ง รายงานถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกฯด้านเศรษฐกิจ และ “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” รมว.พาณิชย์
เป็นรายงานสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศของไทยเดือนมกราคม 2561 ที่ผ่านมา ที่น่าจะทำให้นายกฯ และทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลปลื้มอก ปลื้มใจ กับตัวเลขการส่งออกในเดือนมกราคม 2561 ที่มีมูลค่า 20,101 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 17.6% เมื่อเทียบกับเดือนมกราคมปี 2560 เป็นมูลค่าสูงสุดในรอบ 62 เดือน
กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมเติบโต ขยายตัวในระดับตัวเลขสองหลัก ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 โดยเฉพาะรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เติบโต 18.2% กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ 21.5%
ส่วนกลุ่มสินค้าเกษตร และเกษตรแปรรูป ก็ยังขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 15 เป็นการขยายตัวทั้งปริมาณและราคา โดยเฉพาะข้าว เติบโตถึง 37.2% ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง 42.3% อาหารทะเลแช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป 20.4%
แทบทุกตลาดก็ขยายตัว ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ 11.3% ญี่ปุ่น 26.3% ยุโรป 8.9% จีน 11.6% เอเชียใต้ 26.1% อาเซียน 5 ประเทศ 14.3% กลุ่มซีแอลเอ็มวี 18.4%
โดยเฉพาะตลาดเครือรัฐเอกราช หรือ CIS ซึ่งเป็นประเทศเกิดใหม่ที่แยกตัวมาจากอดีตสหภาพโซเวียต เช่น รัสเซีย อาร์เมเนีย อาเซอร์ไบจาน เบลารุส จอร์เจีย คาซัคสถาน ที่ขยายตัวถึง 72%
ส่วนแนวโน้มการส่งออกปี 2561 คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องอีก ซึ่งทั้ง “สมคิด” และ “สนธิรัตน์” ตั้งเป้าว่าจะเติบโตถึง 8% จากปี 2560 ที่ขยายตัวถึง 9.9% สูงสุดในรอบ 6 ปี
ถัดมาไม่กี่วันมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กนศ.) หรืออีอีซี ที่มีนายกฯเป็นประธาน ก็มีมติเห็นชอบหลักการโครงการรถไฟความเร็วสูง หรือไฮสปีดเทรน เชื่อม 3 สนามบิน “ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา” มูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งเป็น 1 ใน 5 โครงการยักษ์ของ “อีอีซี”
คาดว่าจะจัดทำทีโออาร์แล้วเสร็จเดือนมีนาคม ก่อนเปิดประมูลในเดือนเมษายน และจะได้ผู้ชนะการประมูลในเดือนสิงหาคม แล้วชงให้ ครม.อนุมัติก่อนสิ้นปี
ขณะเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ก็ออกมาแถลงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 4 ของปี 2560 ขยายตัวที่ 4% รวมทั้งปี 2560 เศรษฐกิจไทยขยายตัว 3.9% ดีขึ้นกว่าปี 2559 ซึ่งจีดีพีอยู่ที่ 3.3% และคาดว่าปี 2561 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 3.6-4.6%
ภาพบวกเหล่านี้จะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวมให้ดีขึ้นต่อเนื่องจนถึงปีหน้าเป็นอย่างน้อย
เมื่อถึงเวลานั้น จะลงจากหลังเสือ ก็ถือว่าไม่เสียของเท่าไรนัก
หรือถ้าจะเป็นนายกฯคนนอกต่อ อาจมีกองเชียร์เพิ่ม
จึงนับเป็นจังหวะเหมาะ หากจะมีการเลือกตั้งใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2562

