‘ครม.สัญจร’ขุด2คลอง จัดการน้ำ-แก้ท่วม ตามแนวพระราชดำริ ร.9

5.03.18 | 12:59 น.

หนึ่งในโครงการสำคัญของการไปตรวจราชการของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการตรวจราชการและประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างทางเป็นทางการนอกสถานที่ จ.เพชรบุรี ระหว่างวันที่ 5-6 มีนาคม

นั่นคือ โครงการบรรเทาอุทกภัยและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่าง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เพชรบุรี

โครงการนี้เกิดขึ้นจากพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ทรงห่วงใยราษฎร จ.เพชรบุรี ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยใหญ่ตั้งแต่ปี 2546 และต่อจากนั้นน้ำได้ท่วมเป็นประจำ มีประชาชนได้รับผลความเดือดร้อนจากอุทกภัยจำนวนมาก รวมทั้งยังส่งผลต่อการคมนาคม ทั้งในจังหวัดและถนนเพชรเกษม ซึ่งเป็นเส้นทางหลักลงสู่ภาคใต้ด้วย

จึงได้มีพระราชดำริแก่ข้าราชบริพารและอธิบดีกรมชลประทานให้พิจารณาการระบายน้ำให้เป็นระบบโดยใช้คลองส่งน้ำช่วยระบายน้ำด้วยเมื่อ
มีน้ำหลาก และให้พิจารณาจัดทำแผนผังการระบายน้ำขยายคลองธรรมชาติ คลองระบายให้สามารถระบายน้ำออกทะเลได้เร็วและมีประสิทธิภาพ

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ลุ่มน้ำเพชรบุรีŽ นั้นมีพื้นที่ลุ่มน้ำประมาณ 5,693 ตารางกิโลเมตร มีปริมาณน้ำท่าเฉลี่ย 1,400 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) โดยมีแม่น้ำเพชรบุรีเป็นแม่น้ำสายหลักของลุ่มน้ำ

Advertisement

นอกจากนี้ยังมีลําน้ำสาขาที่สําคัญ 2 สาขาที่อยู่ใน จ.เพชรบุรี คือ ห้วยแม่ประจันต์และห้วยผาก

ลุ่มน้ำเพชรบุรีแบ่งได้เป็น 3 ลุ่มน้ำสาขาย่อย ประกอบด้วย

-ลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนบน เหนืออ่างเก็บน้ำแก่งกระจานมีพื้นที่รับน้ำ 2,210 ตารางกิโลเมตร มี
ปริมาณน้ำไหลลง 879 ล้าน ลบ.ม. สามารถเก็บ
น้ำไว้ได้ 710 ล้าน ลบ.ม.

-ลุ่มน้ำห้วยผาก เหนืออ่างเก็บน้ำห้วยผากมีพื้นที่รับน้ำ 198 ตารางกิโลเมตร มีปริมาณน้ำไหลลง 24.4 ล้าน ลบ.ม. สามารถเก็บน้ำไว้ได้ 27.5 ล้าน ลบ.ม.

-ลุ่มน้ำห้วยแม่ประจันต์ เหนืออ่างเก็บน้ำห้วย
แม่ประจันต์มีพื้นที่รับน้ำ 458 ตารางกิโลเมตร มีประมาณน้ำไหลลง 74.3 ล้าน ลบ.ม. สามารถเก็บน้ำไว้ได้ 42.2 ล้าน ลบ.ม.

ปัญหาอุทกภัยนั้น เกิดจากลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่างมีพื้นที่รับน้ำ 1,027 ตารางกิโลเมตร เมื่อเกิดฝนตกใน
ลุ่มน้ำนี้ที่รอบปีการเกิด 25 ปี จะมีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเพชรลงสู่แม่น้ำเพชรบุรี ปริมาณ 800 ลบ.ม./วินาที ซึ่งแม่น้ำเพชรบุรีในปัจจุบันสามารถระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยได้เพียง 150 ลบ.ม./วินาทีเท่านั้น ทำให้เกิดน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ชุมชนเมืองเพชรบุรี 200,000 ไร่ และท่วมพื้นที่การเกษตรมากกว่า 100,000 ไร่

ดังนั้น เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ได้น้อมนำแนวทางที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชดำริไว้แล้วนำมาสู่การปฏิบัติ ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ภายใต้การนำของนายกฤษฎา บุญราช ให้กรมชลประทานได้ศึกษาจนมีผลดังนี้ 1.การตัดยอดน้ำให้ระบายออกสู่อ่าวไทยก่อนที่จะไหลผ่านเขื่อนเพชร โดยการขุดขยายคลองระบายน้ำ สาย D1 เชื่อมกับแม่น้ำเพชรบุรีเพื่อระบายน้ำลงสู่ทะเล โดยก่อสร้างเป็นคลองคอนกรีตกำแพงตั้ง ความยาว 20 กิโลเมตร สามารถตัดยอดน้ำออกสู่อ่าวไทยได้ 550 ลบ.ม./วินาที

2.ปรับปรุงคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวา 3 ของเขื่อนเพชรหรือ RMC3Ž และคลองส่งน้ำฝั่งขวา ระบายน้ำสาย 3 หรือ 1R-RMC3Ž โดยก่อสร้างเป็นคลองคอนกรีตกำแพงตั้ง ความยาว 8 กิโลเมตร เชื่อมต่อไปยังคลองระบายน้ำสาย D9 เป็นคลองดิน ความยาว 19 กิโลเมตร สามารถระบายน้ำออก สู่อ่าวไทยได้ 100 ลบ.ม./วินาที

ใช้วงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 8,500 ล้านบาท ระยะดำเนินการ 7 ปี

โดยงบประมาณปี 2561 กรมชลประทาน จะขอรับงบกลาง เป็นเงิน 200 ล้านบาท และจะขอรับการสนับสนุนงบประมาณ (เพิ่มเติม) จากคณะรัฐมนตรี อีกเป็นเงินจำนวน 573 ล้านบาท

เมื่อโครงการแล้วเสร็จจะสามารถตัดยอดน้ำก่อนผ่านเขื่อนเพชรได้ 650 ลบ.ม./วินาที เหลือปริมาณน้ำไหลผ่านแม่น้ำเพชรบุรี 150 ลบ.ม./วินาที ลดปัญหาอุทกภัยในลุ่มน้ำเพชรบุรี
และยังเสริมสร้างศักยภาพ การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมให้ประชาชนอยู่ได้อย่างมีความสุข มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ตามวิสัยทัศน์ของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี