นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวภายหลังการร่วมพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) ความร่วมมือการสนับสนุนการซื้อขายและส่งมอบสินค้าอ้างอิงสำหรับสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงกับยางแผ่นรมควันชั้น 3 (RSS3) เมื่อวันที่ 5 มีนาคม ว่า การซื้อขายและส่งมอบยางพาราในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ทีเฟ็กซ์) ช่วยเปิดตลาดให้กับพี่น้องเกษตรกร อีกทั้งเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เกิดราคาซื้อขายที่เป็นธรรม นำไปสู่การตกลงราคาในตลาดซื้อขายจริงในประเทศ นอกเหนือจากการซื้อขายยางพาราในตลาดซื้อขายญี่ปุ่น (โตคอม) ตลาดสิงคโปร์ (ไซคอม) และตลาดเซี่ยงไฮ้ ที่เป็นตลาดหลัก
“ ปริมาณการซื้อขายยางพาราในทีเฟ็กซ์ ขึ้นอยู่กับตกลงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย โดยที่ผ่านมา กยท.ร่วมมือกับบริษัทเอกชน จัดตั้งกองทุนสเถียรภาพราคายางพารา ปัจจุบันมีสถานะคงค้างประมาณ 500 สัญญา ส่วนสถานการณ์ยางพาราดีขึ้นต่อเนื่อง ขณะนี้เข้าสู่ฤดูปิดกรีดแล้ว ปริมาณยางพาราเริ่มน้อยลง ส่งผลให้ราคายางพาราปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 48-49 บาทต่อกิโลกรัม (กก.)”
ทั้งนี้ บริษัทที่ลงนามครั้งนี้ ประกอบด้วย บริษัท ไทยฮั้วยางพาราไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท วงศ์บัณฑิต จำกัด และบริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์อีก 5 ราย ประกอบด้วย บริษัทหลักทรัพย์ คลาสสิก ออสสิริส ฟิวเจอร์ส จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ เคที ซีมีโก้ จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ ฟิวเจอร์ จำกัด และบริษัทหลักทรัพย์ ไอร่า จำกัด (มหาชน)
น.ส.รินใจ ชาครพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้มากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมา มีความกังวลเรื่องการรับมอบและส่งมอบสินค้าทีเฟ็กซ์ รวมถึงช่วยเพิ่มปริมาณการซื้อขายสินค้า RSS3D ซึ่งเป็นสินค้าหลักในกลุ่มซื้อขายยางพาราล่วงหน้า เพิ่มขึ้นมากกว่า 100 สัญญาต่อวัน

