นายทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด เปิดเผยว่า ตลอด 5 ปีที่ผ่านมากลุ่มเซ็นทรัลประสบความสำเร็จพอสมควร และมียอดขายเติบโตเฉลี่ยปีละ11% ในปี 2560 สัดส่วนของผลประกอบการแบ่งออกเป็นยอดขายในประเทศ 72% ในยุโรป 15% และในเวียดนาม13% สำหรับปี 2561 ตั้งเป้ายอดขาย 397,308 ล้านบาท หรือเติบโต 14% จากปี 2560
โดยปี 2561 เตรียมใช้งบประมาณ 47,500 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 27.8% จากปี 2560 ขยายการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ พร้อมพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า โดยมีแผนจะเปิดให้บริการศูนย์การค้า และโรงแรมแห่งใหม่ อาทิ เปิดท็อปส์ พลาซ่า ที่จ.พะเยา จ.สิงห์บุรี จ.ขอนแก่น และจ.พัทลุง ปรับเซ็นทรัลเวิลด์โฉมใหม่ เปิดโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ อมตะ-ชลบุรี เปิดห้างสรรพสินค้าเซนป่าตอง จ.ภูเก็ต เปิดเซ็นทรัลภูเก็ต แห่งที่ 2 เปิดเซ็นทารา เวสต์เบย์ เรสซิเดนซ์และสวีท โดฮา ประเทศกาตาร์ เปิดศูนย์การค้าเซ็นทรัล ไอซิตี้ ศูนย์การค้าแห่งแรกของซีพีเอ็นในมาเลเซีย รวมถึงเปิดร้านค้าใหม่ทั้งในไทยและเวียดนามกว่า 439 แห่ง
นายทศ กล่าวว่า กลุ่มเซ็นทรัลประกาศยุทธศาสตร์ นิวเซ็นทรัล นิวอีโคโนมี มุ่งเป็นสุดยอดเทคคอมปานี และผู้นำด้านดิจิ-ไลฟ์สไตล์แพลตฟอร์ม แห่งแรกของไทย รองรับสู่ยุคดิจิทัล ทุกกลุ่มธุรกิจเซ็นทรัลต้องปรับตัวและต่อยอด ไปธุรกิจใหม่ โดยวางยุทธศาสตร์ 5 ปี หรือตั้งแต่ปี2561-65 ผ่าน 3 แนวทาง คือ 1.การจัดเก็บข้อมูลไว้บนระบบคลาวด์ เพื่อเก็บข้อมูลเชิงลึกของลูกค้า นำไปสู่การพัฒนาได้ตรงจุด 2.ตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคล โดยสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า และตอบสนองความต้องการเป็นรายบุคคล และ3.พัฒนาทุกกลุ่มธุรกิจเซ็นทรัลให้ก้าวสู่ระบบออนไลน์ ที่สามารถเชื่อมต่อการซื้อขายระหว่างโลกออนไลน์และออฟไลน์ได้ทุกที่ทุกเวลา
โดยล่าสุดกลุ่มเซ็นทรัลร่วมทุนกว่า17,500 ล้านบาท กับ บริษัทอีคอมเมิร์ซ JD.Com ประเทศจีน จัดตั้งตลาดออนไลน์แห่งใหม่ในชื่อ JD.co.th เพื่อเป็นอีกช่องทางเข้าถึงลูกค้าของกลุ่มธุรกิจเซ็นทรัล รวมถึงเปิดพื้นที่ให้สินค้าไทยจากผู้ประกอบการรายย่อยสู่ตลาดผู้บริโภค โดยจะเปิดเว็บไซต์ให้บริการเดือนพฤษภาคมนี้
” ขณะนี้ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยมีหลายปัจจัยเป็นบวก เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากขึ้น หากโครงการอีอีซีเกิดขึ้นจริง เศรษฐกิจจะกระจายตัวได้มาก กลุ่มเซ็นทรัลอาจเข้าไปทำธุรกิจทางด้านการบริการ เช่น โรงแรม เพราะพื้นที่บริเวณโครงการอีอีซี จะเป็นพื้นที่ที่มีเศรษฐกิจดีเทียบเคียงกรุงเทพฯ แห่งที่สองได้ โดยปี 2562 จะมีการเลือกตั้ง จะทำให้เศรษฐกิจไทยปรับตัวดีขึ้นไปอีก” นายทศ กล่าว

