นายพฤทธิ์ บุปผาคำ ผู้จัดการใหญ่บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ปรับภาพลักษณ์ของบัตรไทยแลนด์ อีลิทคาร์ด ให้ลูกค้าเห็นว่าบัตรนี้สามารถให้บริการได้อย่างแตกต่าง อาทิ บริการเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกด้านการผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง บริการรถรับ-ส่งสนามบิน อำนวยความสะดวกด้านการเปิดบัญชีธนาคาร และบริการด้านที่พักอาศัย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ชาวต่างชาติต้องการเข้ามาพำนักในประเทศไทย รวมถึงบริษัททำหน้าที่ตัวแทนรัฐบาล เป็นสื่อกลางดำเนินการด้านวีซ่าให้กับผู้ที่ต้องการอาศัยอยู่ในประเทศไทยในระยะยาว (180 วันขึ้นไป ไม่เกิน 20 ปี) และสิทธิประโยชน์อื่นๆ เช่น สิทธิ์ในการเล่นกอล์ฟ ทำสปา ตรวจร่างกายประจำปี และส่วนลดโรงแรม หรือร้านอาหารต่างๆ
รวมถึงการเพิ่มตัวแทนจำหน่าย และการเดินสายโรดโชว์ในหลายประเทศ ส่งผลให้บริษัทมีผลประกอบการโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปี 2560 บริษัทมีจำนวนลูกค้าใหม่ 1,040 คน รวมมีลูกค้า 5,487 คน และมีรายได้รวมจากการดำเนินการ 680 ล้านบาท ช่วง 5 เดือนของปีงบประมาณ 2561 (1 ตุลาคม 2560 – 28 กุมภาพันธ์ 2561) บริษัทมีรายได้กว่า 400 ล้านบาท เฉลี่ยประมาณ 80 ล้านบาททุกเดือน คาดว่าปี 2561 จะมีจำนวนลูกค้าใหม่ 1,100 คน และรายได้รวมเกิน 800 ล้านบาทแน่นอน ซึ่งไม่เกิน 4 ปี บริษัทจะสามารถชำระยอดขาดทุนสะสมที่ยังคงเหลืออยู่ 770 ล้านบาทได้ทั้งหมด
นอกจากนี้ บริษัทยังได้ช่วยผลักดันนโยบายเที่ยวเมืองรองของภาครัฐ โดยมีรถไว้บริการลูกค้าให้สามารถเดินทางไปยังจังหวัดใกล้เคียงในรัศมี 260 กิโลเมตร(กม.) จากที่พักอาศัยได้ ทั้งนี้ ลูกค้าส่วนใหญ่ของบริษัทจะพักอาศัยอยู่ที่กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา และหัวหิน ซึ่งในรัศมีระยะ 260 กม.นั้น จะจูงใจให้นักท่องเที่ยวได้เดินทางไปยังพื้นที่แปลกใหม่และกระตุ้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยได้ ซึ่งได้ดำเนินการมากว่า 1 ปีแล้ว อีกทั้ง ทางบริษัทกำลังปรึกษาหารือว่าจะทำระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (อี-วอลเลต) เพื่อเสริมเข้าไปในบัตรไทยแลนด์ อีลิทคาร์ด
“ชาวต่างชาติที่เป็นลูกค้าของบริษัทจะมีการใช้จ่ายสูง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมไปถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้เติบโตยิ่งขึ้น อีกทั้ง ลูกค้าส่วนใหญ่ของบริษัทเกือบ 100% ที่เป็นผู้อยู่อาศัยในประเทศไทยระยะยาวจะซื้อที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดเป็นหลัก ซึ่งเป็นการนำรายได้เข้าสู่ประเทศไทยอีกทางหนึ่ง” นายพฤทธิ์ กล่าว

