ที่ศูนย์ประชุมธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษเปิดงาน “100 ปีสหกรณ์ไทย พัฒนาเศรษฐกิจก้าวไกล สร้างสังคมไทยมั่นคง” จัดโดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ ว่า ภายในเดือนมกราคมนี้ สำนักนายกรัฐมนตรีเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาและอนุมัติเงินงบประมาณก้อนหนึ่งเพื่ออัดฉีดช่วยเกษตรกรผ่านกองทุนหมู่บ้าน โดยงบประมาณดังกล่าวจะไม่ใช่การอัดฉีดเงินเพื่อสำหรับการกู้เงินใช้ส่วนตัว แต่เป็นเงินแบบให้เปล่าจากรัฐบาล เพื่อให้เกษตรกรในตำบล ได้ปรึกษาหารือกันว่า จะนำเงินก้อนนี้ไปพัฒนาอะไร เช่น การสร้างยุ้งฉาง ลานตาก โรงสีข้าวขนาดเล็ก หรือเช่าซื้อเครื่องจักรกลเล็กๆ เพื่อพัฒนาการผลิตให้สูงขึ้น เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องการให้เกิดการปฏิรูปภาคการเกษตร หลังจากในอดีต ชาวนามักถูกพ่อค้าคนกลางกดราคาข้าว เพราะเกษตรกรนั้นขาดโครงสร้างพื้นฐานในด้านการเกษตร เช่น ไม่มีโรงสีข้าวขนาดเล็กในพื้นที่
“ ขณะนี้ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เกษตรกรลำบาก นายกฯ พูดในที่ประชุม ครม.ตลอดว่า เราต้องพัฒนาภาคเกษตรในประเทศให้ดีขึ้น ปัจจุบันเราเป็นประเทศในน้ำมีปลา ในนามีข้าว แต่ต้องหาทางทำอย่างไร เปลี่ยนจุดแข็งให้เป็นความมั่งคั่งในประเทศให้ได้ ต่อจากนี้จะต้องมีการยกเครื่องภาคการเกษตรแท้จริง” นายสมคิดกล่าว
นอกจากนี้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ร่วมกับภาคส่วนอื่นๆ เตรียมออกโครงการ 1 ตำบล 1 เอสเอ็มอี หรือเกษตรอุตสาหกรรม โดย ธ.ก.ส.จะสร้างผู้นำเกษตรกรในแต่ละหมู่บ้าน แล้วให้ผู้นำเกษตรกรต่อเชื่อมโยงกับคนอื่นๆ ในหมู่บ้าน ทำให้เป็นตัวอย่างถึงการผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป การบรรจุภัณฑ์ การจำหน่าย การสร้างยี่ห้อ และสร้างเรื่องให้กับสินค้านั้นขึ้นมา ซึ่งนายกฯ เรียกว่า “สมาร์ท ฟาร์มเมอร์”
“ ที่ผ่านมาไทยปลูกผลไม้ดีๆ ส่งออกไปยังต่างประเทศ แต่ต่างประเทศกลับนำผลไม้เราไปแปรรูป ห่อบรรจุภัณฑ์ดีๆ แล้วนำไปขายต่อในราคาที่สูงขึ้น ทำไมเราถึงสร้างมูลค่าเพิ่มเองไม่ได้ เราไม่มีสติปัญญาหรือยังไง ดังนั้น จึงให้ ธ.ก.ส.หาทางสร้างผู้นำเกษตรกรที่สามารถเป็นตัวอย่างให้คนในชุมชนแปรรูปสินค้าเกษตรได้” นายสมคิดกล่าว และว่า นอกจากนี้ ภาคการเกษตรต้องรู้จักการทำเกษตรแบบโซนนิ่ง ไม่ใช่การหยุดปลูก แต่เป็นการปลูกพืชผสมผสาน เนื่องจากสินค้าเกษตรมีแนวโน้มตกต่ำ นายกฯ ต้องการให้เกษตรกรมีทางเลือกที่จะปลูกพืชอื่น แล้วมีรายได้เสริม ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับ ธ.ก.ส.กำลังสำรวจความต้องการของเกษตรกรในการเพาะปลูกพืชอื่นๆ โดยรัฐบาลพร้อมที่จะให้ความรู้
นายสมคิดกล่าวว่า คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เตรียมออกมาตรการด้านภาษีเพื่อสร้างแรงจูงใจสนับสนุนให้กับผู้ประกอบการที่ต้องการตั้งโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตรขนาดเล็กในพื้นที่ร่วมกับเกษตรกร ซึ่งจะผลักดันให้เกิดภายในปีนี้ พร้อมให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ส่งเสริมการสร้างสถานที่ท่องเที่ยวในตำบลและชุมชนในแต่ละท้อง ผลิตและจำหน่ายสินค้าของชุมชนนั้นๆ หรือโอท็อป เนื่องจากที่ผ่านมา พบว่าแหล่งท่องเที่ยวใดที่มีคนมาเที่ยวมาก มักจะจำหน่ายสินค้าโอท็อปได้มากตาม แต่ในไทย แต่ละตำบลและชุมชนกลับไม่มีแหล่งท่องเที่ยวดึงดูดคนไทยและนักท่องเที่ยวในต่างประเทศให้มา ภาคเกษตรกรจึงไม่สามารถขายสินค้าได้
นายสมคิดกล่าวต่อว่า สหกรณ์การเกษตรนั้น ถือเป็นหัวใจสำคัญของภาคการเกษตร เพราะสหกรณ์ เป็นการรวมกลุ่มจากเกษตรกร เพื่อช่วยเหลือการซื้อเครื่องจักร ช่วยปัจจัยการผลิต ไม่ใช่เพียงการปล่อยกู้แก่สมาชิกอย่างเดียวเท่านั้น ต่อจากนี้จะใช้สหกรณ์เป็นกลไกเข้ามาเชื่อมกับกองทุนหมู่บ้านและ ธ.ก.ส. โดยสหกรณ์จะต้องเข้ามามีบทบาทหน้าที่มากขึ้น ทั้งการให้ข้อมูลกับเกษตรกร การจำหน่าย การหาตลาดกับเกษตร ทั้งหมดนี้ต้องยกเครื่องภาคเกษตรให้แข่งกับโลกได้ เพื่อที่อนาคตภาคเกษตรจะได้ไม่ลำบาก
“รัฐบาลไม่ได้ทอดทิ้งภาคเกษตร แต่เราไม่ต้องการรดน้ำที่ใบ เพราะจะแห้ง แต่เราต้องการรดน้ำที่รากต้นไม้ เพื่อที่จะได้แข็งแรง ลูกหลานภาคการเกษตรจะได้ไม่ลำบาก” นายสมคิดกล่าว

