นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักวิเคราะห์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทวันที่ 14 มีนาคม 2561 ปิดตลาดที่ 31.12 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าสุดในรอบ 53 เดือน หรือกว่า 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2556 ผลจากดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลง จากปัจจัยเศรษฐกิจและการเมืองสหรัฐที่ทำให้นักลงทุนไม่เชื่อมั่น และปัจจัยของไทยจากการที่ผู้ส่งออกมีการขายดอลลาร์สหรัฐ จากแนวโน้มค่าเงินบาทที่แข็งค่า
ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปีค่าเงินบาทแข็งค่าแล้ว 4.69% แข็งค่าเป็นอันดับ 2 รองจากเยน คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะยังดูแลให้อยู่ในระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ มองกรอบค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ที่ 31.00-31.20 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แต่หากยังมีเงินไหลเข้าต่อเนื่องอาจเห็นระดับ30.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐได้ ทั้งนี้ ต้องติดตามการปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐในช่วงปลายเดือนมีนาคมนี้ หากมีการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นและส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยชัดเจนว่าจะถึง 3% ดอลลาร์สหรัฐก็กลับมาแข็งค่าได้
“ ค่าเงินบาทไทยแข็งค่าผิดปกติค่อนข้างชัดเจน ผลจากการส่งออกที่ขยายตัวดี ซึ่งค่าเงินบาทที่มีทิศทางแข็งค่าต่อเนื่องนั้น ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยระยะ 1 ปี ของสหรัฐอยู่ที่ 2% แต่อัตราดอกเบี้ยไทยอยู่ที่ 1% กว่า ทำให้มีผู้ส่งออกเมื่อขายสินค้าได้ก็ทยอยขายดอลลาร์สหรัฐทันทีเพื่อให้ได้อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน อีกทั้ง มีปัจจัยหนุนจากพื้นฐานเศรษฐกิจที่พื้นตัวดีขึ้น ในทิศทางเดียวกับตลาดเอเชียทำให้ค่าเงินสกุลเอเชียแข็งค่าขึ้นหมด ทั้งนี้ ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับหยวน ปีที่ผ่านมาหยวนแข็งค่าไม่มากนัก แต่ปีนี้แข็งค่าแล้ว 3% จึงหนุนให้บาทยิ่งแข็งค่า ” นายจิติพล กล่าว

