นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในการสัมมนาเชิงปฏิบัติ”ทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าในช่วงครึ่งหลังของปีงบประมาณ 2561 ที่โรงแรมเวลคัมเวิลด์ บีชรีสอร์ท แอนด์ สปา จ.ชลบุรี ว่า มอบนโยบายให้ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงฯ ร่วมกันทำแผน ขับเคลื่อนการทำงานในช่วงที่เหลือของปีนี้ ทั้งนี้ จะเน้นการทำงานที่เข้มข้นและบรรลุตามเป้าหมาย ใน 5 เรื่องหลัก ได้แก่ เศรษฐกิจฐานราก อีคอมเมิร์ช สินค้าเกษตร การส่งออก และ บิ๊กดาต้า และ Smart Ministry
ทั้งนี้ ในการประชุม 16-17 มีนาคม สั่งให้ทำWorkshop ในแต่ละกลุ่ม โดยให้มีผู้บริหาร ระดับ 10 เป็นที่ปรึกษาของกลุ่ม และให้ร่วมกันระดมสมอง กับข้าราชการระดับผู้อำนวยการกอง เพื่อหาข้อสรุปในแต่ละเรื่อง รวมทั้งจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนให้การทำงาน บรรลุเป้าหมายตามที่ได้ตั้งเอาไว้ และใช้แนวทางปฏิบัติต่อไป
สำหรับประเด็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก คงให้ความสำคัญกับการดูแลค่าครองชีพด้วยการเพิ่มรายได้ และลดรายจ่ายให้กับประชาชน ซึ่งต้องไปดูจะเพิ่มวิธีการอะไรบ้าง ที่จะนำมาใช้ได้ และลดภาระค่าใช้จ่ายได้จริง และเร่งพัฒนา ร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ เพิ่มเป็น 4 หมื่นร้านภายในเดือนเมษายนนี้ พร้อมเพิ่มจำนวนรายการสินค้าราคาถูกให้เข้ามาจำหน่ายในร้านค้า และเพิ่มสินค้าชุมชน โอท็อป สินค้าเกษตร เข้ามาจำหน่ายด้วย
ด้านอีคอมเมิร์ช จะต้องเร่งผลักดันให้ผู้ประกอบการ รวมไปถึง กลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มสหกรณ์ ใช้ประโยชน์จากการค้าออนไลน์ โดยต้องช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการขนาดย่อม (Micro SMEs) ขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) รวมทั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ให้มีโอกาสทำการค้าผ่าน thaitrade.com และ e-Market place อื่นๆ การส่งเสริมให้ร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ ร้านค้าส่งค้าปลีก ร้านค้าชุมชน และผู้ผลิตสินค้าชุมชน OTOP เพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้า ผ่านทางออนไลน์ เพราะเป็นช่องทางใหม่ที่จะทำให้ขายสินค้า ได้มากขึ้น
ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์สินค้าเกษตร เร่งจัดทำแผน การบริหารจัดการสินค้าเกษตรแบบครบวงจรเป็นรายสินค้า ภายใต้แนวคิดตลาดนำการผลิต อีกทั้งหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องติดตามสถานการณ์ร่วมกันอย่าง ใกล้ชิด โดยมีแผนรับมือล่วงหน้ากรณีที่มีปัญหาเกิดขึ้น รวมทั้งต้อง มีแผนการหาตลาดรองรับผลผลิตทั้งใน และต่างประเทศที่ชัดเจน เช่น ผลไม้ กำลังจัดเจรจาระหว่างผู้ผลิตไทยกับผู้นำเข้าจีน ขณะเดียวกัน ต้องเร่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร ด้วยนวัตกรรม การส่งเสริมให้มีสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) ให้เพิ่มมากขึ้น และการส่งเสริมและผลักดันสินค้าเกษตรอินทรีย์ และสินค้าปลอดภัย ที่เป็นแนวโน้มใหม่ของโลก
สำหรับด้านยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศจะให้ความสำคัญกับ การทำแผนและกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนการส่งออกโดยจะต้องมุ่ง ส่งเสริมและผลักดันให้เอสเอ็มอี มีโอกาสในการส่งออกให้ได้มากขึ้น การเจาะตลาดเป็นรายประเทศที่จะต้องเน้นการขยายเข้าสู่ตลาด เมืองรอง เพื่อสร้างโอกาสให้กับสินค้า บริการ และการลงทุนของไทย และการใช้ยุทธศาสตร์หุ้นส่วนเศรษฐกิจ (Strategic Partnership) ในการขยายความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนกับประเทศคู่ค้า ที่เป็นเป้าหมาย ซึ่งต้องมีแผนชัดเจนว่าจะบุกเจาะประเทศไหน สินค้าและบริการอะไร ที่ทั้ง สองฝ่ายจะร่วมมือกันได้ และยังตั้งเป้าส่งออกปีนี้โต 8%
ขณะที่ส่วนของการบริหารจัดการข้อมูลบิ๊กดาต้าของกระทรวงฯ จะต้องมีการบูรณาการจัดทำฐานข้อมูลทางเศรษฐกิจการค้าและให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการวิเคราะห์และวางแผน ล่วงหน้าได้อย่างจริงจัง รวมทั้งกระทรวงฯ มีโรดแมปที่ชัดเจน ในการก้าวสู่ Smart Ministry ในปี 2562 โดยกำหนดแนวทาง ปฏิรูปการทำงานโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้มากขึ้น ซึ่งแต่ละกรม ในสังกัดกระทรวงพาณิชย์จะต้องไปพิจารณาจัดทำแผนปฏิบัติงานเพื่อ ให้สอดรับกับการปฏิรูปดังกล่าว
“ในแผนทำงานจะให้สอดรับกับนโยบายรัฐ เช่น ไทยนิยม ดันเที่ยวเมืองรอง ต่อยอดจากนโยบายรัฐอย่างสวัสดิการผู้มีรายได้น้อยที่ขณะนี้จะเร่งดึงผู้ลงทะเบียน11.6ล้านคน ให้มีอาชีพ โดยจะเชื่อมโยงเจ้าของแฟรนไชส์ในประเทศกับผู้ถือบัตรสวัสดิการ ให้เกิดการสร้างอาชีพเป้าหมายปีนี้1แสนราย แต่ละรายเกิดลงทุน1หมื่นบาทเท่ากับเกิดเงินสะพัดอีก 2พันล้านบาท หรือ การเชื่อมการค้ากับ 20 เมืองรองการท่องเที่ยวเป้าหมาย เรื่องเหล่านี้เราอยากให้เกิดได้เร็ว เพราะตอนนี้เศรษฐกิจประเทศฟื้นตัวดี แต่ยังไม่ทั่วถึง อีกทั้งต้องแข่งกับเวลาก่อนเลือกตั้ง เพื่อให้การทำงานต่อเนื่อง ดังนั้น 9 เดือนที่เหลือปีนี้ ต้องทำงานให้เข้มข้น ถือเป็นการปฎิรูปโครงสร้างการทำงานของกระทรวงพาณิชย์ “นายสนธิรัตน์

