หน้าแรก เศรษฐกิจ ธปท.ชูอินทนน...

ธปท.ชูอินทนนท์ž นำร่องคริปโตบาทž

21.03.18 | 14:44 น.

เรียกว่าเป็นเทคโนโลยีมีศักยภาพสูงมากสำหรับบล็อกเชน (Blockchian) หลายคนมองว่าเทคโนโลยีนี้จะเข้ามาเปลี่ยนโลกของเราอีกครั้ง เหมือนครั้งที่โลกได้รู้จักกับอินเตอร์เน็ต เพราะบล็อกเชนจะลดขั้นตอนการดำเนินงาน ลดต้นทุน ไม่มีตัวกลาง แต่ยังคงได้รับความไว้วางใจและเชื่อถือ เนื่องจากไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้

ในภาคการเงินของไทยได้มีการนำบล็อกเชนมาใช้ในการให้บริการหนังสือค้ำประกันอิเล็กทรอนิกส์แล้ว ล่าสุด นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประกาศว่า ธปท.จะมีการนำบล็อกเชนมาใช้พัฒนาระบบ Central bank Digital Currency ภายใต้โครงการ อินทนนท์Ž สอดคล้องกับประเทศอื่นๆ ที่ทำโครงการลักษณะนี้มักจะเลือกใช้ชื่ออุทยานแห่งชาติที่มีชื่อเสียงของแต่ละประเทศเป็นเชื่อโครงการ เช่น แคนาดาใช้ชื่อโครงการว่าแจสเปอร์ สิงคโปร์ใช้ชื่อโครงการเออร์บิน

ภายใต้โครงการดังกล่าว ธปท.จะออกสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) ใช้เป็นการภายใน เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์ใช้ในการชำระเงินระหว่างกัน และชำระเงินระหว่างธนาคารกลาง จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการชำระเงินระหว่างธนาคารพาณิชย์กับธนาคารพาณิชย์ รวมทั้งธนาคารพาณิชย์กับ ธปท. ทั้งนี้ จะสามารถทำธุรกรรมได้ตลอดเวลาหรือ 24 ชั่วโมง จากเดิมที่จะต้องทำในเวลาที่เปิดทำการเท่านั้น จุดนี้เป็นข้อจำกัดในการเชื่อมต่อกับธนาคารต่างประเทศ ทำให้ธุรกรรมมีความลื่นไหลมากขึ้น

นายวิรไทระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาโดยมีธนาคารพาณิชย์ที่มีบทบาทสำคัญ มีการชำระเงินสูงในประเทศทั้งไทยและต่างประเทศ เข้าร่วมนำร่องมากกว่า 5 แห่งแล้ว โดยจะมีการทดลองหาข้อสรุปของแนวคิด (Proof of Concept) ที่เกี่ยวกับวิธีการทำงาน ข้อกฎหมาย การดำเนินงาน สร้างเป็นรากฐานใหม่ช่วยให้การชำระเงินระหว่างธนาคารด้วยกันมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ต่อไปถ้าประเทศอื่นมีระบบแบบเดียวกันก็จะสามารถไปเชื่อมสำหรับการทำธุรกรรมข้ามประเทศได้

นอกจากนี้ ธปท.ยังอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ในการออกพันธบัตร ซึ่งจะทำให้ผู้ซื้อได้รับพันธบัตรเร็วขึ้นจากเดิม 15 วัน เหลือเพียง 2 วันเท่านั้น

Advertisement

ฟากธนาคารพาณิชย์ อย่างกสิกรไทย ซึ่งเป็นผู้นำด้านการพัฒนาเทคโนโลยีบล็อกเชนอยู่แล้วนั้น นายศีลวัต สันติวิสัฎฐ์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ให้ความเห็นว่า บล็อกเชนที่พัฒนา Central Bank Coin ขึ้นมา จะช่วยให้การส่งรายการธุรกรรมโอนเงินทำได้พร้อมกับการชำระเงิน และทำเสร็จในขั้นตอนเดียว จากระบบเดิม จะต้องส่งรายการธุรกรรมไปก่อน แล้วจะมีการตัดบัญชีตามมา ทำให้การทำธุรกรรมสะดวกมากขึ้น ไม่ต้องรอกันไปรอกันมา จะช่วยลดต้นทุนของธนาคารลงได้ด้วยกระบวนการที่รวดเร็วขึ้น ทั้งนี้ หากพัฒนาเทคโนโลยีนี้มาใช้งานแล้ว จะสามารถเชื่อมกับประเทศอื่น 3-4 ประเทศ เช่น แคนาดา ฮ่องกง เป็นต้น

ความคืบหน้าโครงการนี้ ธนาคารได้ตอบรับที่จะเข้าร่วมด้วย บล็อกเชนที่จะมีการนำมาใช้ คือ คอร์ดา (Corda) เป็นแพลตฟอร์มบล็อกเชนที่พัฒนาโดยกลุ่ม R3 Consortium (กลุ่มพันธมิตรธุรกิจการเงินด้านเทคโนโลยีการเงินและบล็อกเชน) ซึ่งกลุ่มนี้ประกอบด้วยสมาชิกที่เป็นสถาบันการเงินจากทั่วโลกหลากหลายประเทศ สอดคล้องกับการทำธุรกรรมที่จะนำมาใช้ในไทย เพราะเป็นการทำธุรกรรมระหว่างธนาคารกับธนาคาร (Interbank Transaction) ซึ่งธนาคารที่จะเข้าร่วมการนำร่องกับ ธปท. จะต้องเป็นสมาชิกของกลุ่ม R3 Consortium และจะมีการร่วมทดลองกันต่อไป

“ยุคนี้เป็นยุคที่ธนาคารจะต้องมีการดำเนินการหรือทำงานร่วมกันมากขึ้น เพราะหากไม่ทำอะไรในอนาคตก็ไม่แน่ว่าธนาคารจะไปอยู่ตรงไหน เพราะเทคโนโลยีต่างๆ จะเข้ามาทดแทนได้หมด”Ž ศีลวัฒน์ระบุ

พจนารถ แสงพฤกษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เสริมว่า การใช้งานในระบบจะต้องมีการเติมสภาพคล่องเข้ามาในระบบ โดยการแลกบาทเป็นสกุลเงินดิจิทัล เพื่อใช้ในการธุรกรรม ทั้งนี้ แม้ว่าข้อมูลธนาคารแต่ละแห่งจะเข้ามาอยู่ในระบบกลางคอร์ดา แต่ข้อมูลมีความปลอดภัย เป็นส่วนตัว เชื่อถือได้

ขณะที่ พิธา ตัณฑ์ไพโรจน์ ผู้อำนวยการอาวุโส HEAD OF INNOVATION ธนาคารธนชาต ให้ความเห็นว่า ขณะนี้ในไทยกำลังมีการศึกษาเพื่อนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ในหลายรูปแบบ อย่างการพัฒนาระบบ Digital ID ก็เช่นกัน อยู่ระหว่างการศึกษาว่าจะมีการใช้แพลตฟอร์มบล็อกเชนใดในการนำมาพัฒนาเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

การนำบล็อกเชนมาใช้ในระบบ Central bank Digital Currency นั้น คาดว่าจะมีความชัดเจนในระยะ 1-2 เดือนนี้ อย่างไรก็ดี มองว่าการนำมาใช้จะทำให้ธุรกรรมระหว่างธนาคารเป็นแบบเรียลไทม์มากขึ้น มีความรวดเร็วขึ้น แต่ด้วยระบบที่เป็นการกระจายอำนาจในการตรวจสอบไปยังผู้มีส่วนร่วม (Decentralization) ทุกกลุ่มนั้น การใส่ข้อมูลลงไปในบล็อกเชนต้องได้รับการยืนยันความถูกต้องจากผู้มีส่วนร่วมทุกกลุ่ม หรือตามเปอร์เซ็นต์ที่กำหนดไว้ว่าสัดส่วนเท่าใดจึงจะถือว่ายืนยันผ่าน จึงจะสามารถใส่ข้อมูลได้สมบูรณ์ กรณีแบบนี้หากแต่ละกลุ่มมีกระบวนการดำเนินงานช้าเร็วแตกต่างกันก็จะเป็นอุปสรรคได้ จากเดิมที่แต่ละธนาคารสามารถดำเนินการทั้งหมดได้เอง

พิธาŽ บอกอีกว่า จากนี้แต่ละธนาคารก็จะต้องไปพัฒนาหลังบ้านให้สอดรับกับเทคโนโลยี ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานกลางมีอยู่แล้วดังนั้นจึงไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งทั้งหมด

หลังจากนี้เชื่อว่าจะเห็นความเปลี่ยนแปลงและการนำบล็อกเชนมาใช้ในภาคการเงินไทยมากขึ้น เริ่มจากในฝั่งธนาคาร ส่วนลูกค้ารายย่อยนั้นยังต้องรอว่าจะมีการนำบล็อกเชนมาพัฒนาให้ความสะดวกอย่างไรบ้าง ซึ่งเราคงไม่ต้องรู้ว่าบล็อกเชนหน้าตาอย่างไร แต่ที่แน่ๆ สะดวก รวดเร็วปลอดภัยแน่นอน