นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 23 มีนาคม กรมฯร่วมกับกรมปศุสัตว์ ลงพื้นที่พบปะเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จังหวัดนครพนม และจังหวัดสกลนคร พร้อมจัดสัมมนาเรื่องเตรียมความพร้อมอุตสาหกรรมโคเนื้อและผลิตภัณฑ์รองรับการค้าเสรี ที่โรงแรมฟอร์จูนริเวอร์วิว จังหวัดนครพนม เพื่อติดตามและเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมโคเนื้อ ทั้งกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ กลุ่มผู้เลี้ยง และกลุ่มผู้ค้า รับมือการเปิดตลาดเสรีภายใต้ความตกลงการค้าเสรีที่ไทยทำกับประเทศต่างๆ ตลอดจนแนะนำลู่ทางและโอกาสการทำตลาด โดยเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมโคเนื้อตลอดห่วงโซ่มูลค่า และวิทยากรจากหลายภาคส่วน เข้าร่วม อาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ สถาบันอาหาร สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุน สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป หอการค้าไทย เป็นต้น
การลงพื้นที่ครั้งนี้ สืบเนื่องจากการที่นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีนโยบายเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก โดยดึงศักยภาพท้องถิ่น สร้างโอกาสและสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่โดยเฉพาะจังหวัดที่มีรายได้น้อย พร้อมกันนี้ ได้พบปะเกษตรกร บริษัทนครพนมบีฟ (ไทยแลนด์) จำกัด กลุ่มเกษตรกรบ้านท่าเยี่ยม จ. นครพนม และสหกรณ์โพนยางคำ จ. สกลนคร ซึ่งการผนึกความร่วมมือระหว่างกรมฯและกรมปศุสัตว์โดยใช้การตลาดนำการผลิต ส่งเสริมพัฒนาคุณภาพตามความต้องการของตลาด หาตลาดส่งออกรองรับได้ พร้อมทั้งรักษาตลาดภายในประเทศพร้อมรับการเปิดเสรีตลาดเนื้อโคหลังเปิดตลาดเอฟทีเอให้แก่ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์
ในส่วนการเปิดการค้าเสรีโคเนื้อและผลิตภัณฑ์ ปัจจุบันไทยเก็บภาษีศุลกากรนำเข้าโคมีชีวิตที่ 5% เนื้อโคแช่เย็นแช่แข็ง 50% และเนื้อโคแปรรูป 30 – 50% แต่ได้ยกเว้นภาษีโคมีชีวิต เนื้อโคแช่เย็นแช่แข็ง และเนื้อโคแปรรูปให้กับสมาชิกอาเซียนภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน ซึ่งสมาชิกอาเชียนก็เก็บภาษีที่ 0% กับไทยเช่นกัน ยกเว้นลาวเก็บภาษีนำเข้าโคมีชีวิต 3% และเก็บภาษีนำเข้าเนื้อโคแช่เย็นแช่แข็งและแปรรูปที่ 5% และเวียดนามเก็บภาษีนำเข้าเนื้อโคแช่เย็นแช่แข็งและแปรรูปที่ 5% นอกจากนี้ ภายใต้ความตกลงที่อาเซียนทำกับจีน ไทยและจีนได้เปิดเสรีสินค้าเนื้อโคเก็บภาษี 0% ระหว่างกันแล้ว
สำหรับประเทศออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ซึ่งไทยมีความตกลงการค้าเสรีด้วย ไทยยังมีการใช้มาตรการปกป้องพิเศษจำกัดเพดานปริมาณการนำเข้าในเนื้อวัว และเครื่องในวัวจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 ที่ความตกลงเอฟทีเอ มีผลใช้บังคับ แต่ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 ไทยจะต้องยกเลิกการกำหนดเพดานปริมาณการนำเข้า และอัตราภาษีนำเข้าเนื้อวัวและเครื่องในวัวจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์จะเป็น 0 % ส่วนโคมีชีวิตทั้งไทย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ภาษีนำเข้าระหว่างกันอยู่ที่ 0% การสัมมนาและการลงพื้นที่ครั้งนี้ จึงให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมของอุตสาหกรรมโคเนื้อไทยรองรับการค้าเสรี
ทั้งนี้ ไทยผลิตโคเนื้อเฉลี่ยปีละ 1 ล้านตัว ขณะที่ความต้องการบริโภคในประเทศอยู่ที่ 1.2 ล้านตัว จึงมีการนำเข้าโคมีชีวิตประมาณ 1.2 แสนตัวในปี 2560 ส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าจากเมียนมา 99.13% และออสเตรเลีย 0.68% และมีการนำเข้าเนื้อโคและผลิตภัณฑ์จากออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย ตามความต้องการเนื้อโคแบบปิ้งย่างและชาบูที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ไทยก็มีการส่งออกโคมีชีวิต เนื้อโคและผลิตภัณฑ์ไปประเทศเพื่อนบ้าน ในปี 2560 ส่งออกโคมีชีวิต 1.6 แสนตัว มูลค่า 2,090 ล้านบาท มีตลาดหลักได้แก่ ลาว และบางส่วนเข้าสู่ตลาดจีน และมาเลเซีย และมีการส่งออกเนื้อโคและผลิตภัณฑ์ 119.23 ตัน ส่วนใหญ่ไปกัมพูชาและลาว

