นายสกนธ์ วรัญญูวัฒนา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ปี 2561 กระทรวงยังสานต่อมาตรการการส่งเสริมกลุ่มธุรกิจสตาร์ตอัพและกลุ่มธุรกิจเริ่มต้น เนื่องจากจะทั้งฐานการจ้างงาน การเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และเป็นโอกาสเข้าถึงช่องทางตลาดใหม่ในโลกธุรกิจและผู้บริโภคที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป โดยผ่านยุทธศาสตร์ในการพัฒนา 5 ด้าน ได้แก่ 1. การสร้างขีดความสามารถให้ผู้ประกอบการและวิสาหกิจ สู่การเป็น Trading Nation 2.การใช้อาเซียนเป็นฐานไปสู่เวทีโลก (ASEANOne) 3. การส่งเสริมธุรกิจให้เข้าสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์มูลค่า (Value Creation Economy) 4. ส่งเสริมธุรกิจบริการที่สอดคล้องกับ Global New Demand และ 5. การส่งเสริมและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (New Trade Infrastructure)
นายพรวิช ศิลาอ่อน ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) กล่าวว่า ช่วงปี 2559 – 60 มีกลุ่มธุรกิจสตาร์ตอัพไทยที่สามารถประกอบธุรกิจได้จริงแล้วกว่า 1,500 ราย หรือเพิ่มขึ้นกว่า 80% จากปีก่อน และมีมูลค่าทรัพย์สินในตลาดรวมกว่า 1.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 53,000 ล้านบาท และยังเติบโตได้ต่อเนื่องในปี 2561 โดยกลุ่มที่น่าจับตา คือ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) ในปี 2560 ขนาดตลาดอีคอมเมิร์ชทั่วโลกขยายตัวและมีมูลค่าถึง 2.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 10.1% ของขนาดตลาดค้าปลีกทั้งหมด
ส่วนในประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึง 2.81 ล้านล้านบาท เติบโตจากปี 2559 ถึง 9.86% สำหรับกิจกรรมที่มีมูลค่า E-Commerce สูงสุดในประเทศไทย ได้แก่ การค้าปลีกและการค้าส่ง การให้บริการที่พัก และการผลิต ซึ่งคาดว่าภายในปี 2564 ตลาด E-Commerce ทั่วโลกจะเติบโตขึ้นถึง 4.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 148 ล้านล้านบาท
อีกธุรกิจคือ FinTech หรือ Financial Technology เทคโนโลยีเกี่ยวกับการเงิน ส่วนใหญ่เป็นรูปแบบการจัดการด้านการเงินและช่วยเหลือการเงิน พร้อมทั้งแก้ปัญหาตั้งแต่การรับชำระเงิน การลงทุน การจัดการด้านการกำกับดูแล ฯลฯ โดยในปีที่ผ่านมามีตัวเลขการเติบโตกว่า 954,798.58 ล้านบาท ธุรกิจ AgriTech หรือ เทคโนโลยีทางการเกษตร ซึ่งเหมาะกับประเทศที่มีทรัพยากรทางการเกษตรมากอย่างประเทศไทย อาทิ ระบบเซ็นเซอร์ตรวจวัดคุณภาพ โดรนเพื่อการเกษตร อุปกรณ์ทำงานแทนทนุษย์ การทำเกษตรแนวใหม่ ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมา มีตัวเลขการเติบโตกว่า 151,302 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าปี 2561จะเติบโตกว่า 182,226 ล้านบาท
อีกธุรกิจ EdTech หรือ เทคโนโลยีการสอน ปัจจุบันได้มีการพัฒนาการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
แบบ On-Demand ให้เข้าถึงได้ทุกที่ และยังมีสื่อการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ๆผ่านเว็บไซต์ หรือแอพพลิเคชั่น ซึ่งทำให้กิจกรรมในด้านดังกล่าวนี้มีความน่าสนใจมากขึ้น แต่ EdTech ควรได้รับการสนับสนุนและผลักดันให้มากกว่าที่มีอยู่ เนื่องจากตลาดแอพพลิเคชั่นด้านการศึกษานั้นยังมีช่องว่างอยู่มาก ซึ่งมหาวิทยาลัยต่างๆ ควรเข้ามาร่วมลงทุนในส่วนนี้เป็นอย่างยิ่ง
ที่กำลังมาแรงอีกธุรกิจ E-Service หรือ บริการออนไลน์ เป็นการนำเอาเทคโนโลยีมาช่วยให้เกิดความสะดวกสบาย ความรวดเร็ว เช่น การสมัครบริการของค่ายมือถือผ่านแอปพลิเคชั่น หรือ บริการซื้อสินค้าออนไลน์จากร้านผ่านอินเตอร์เน็ต ทั้งนี้ ตัวเลขการเติบโตในธุรกิจดังกล่าวในปี 2559 มีมูลค่าอยู่ที่ 9,622 ล้านบาท โดยดาดว่าในปี 60 จะมีมูลค่าสูงขึ้นอีกกว่า 11,280 ล้านบาท และธุรกิจ Internet of Things ( IoT) หรือ อินเทอร์เน็ตทุกสรรพสิ่ง เป็นเทคโนโลยีการเชื่อมโยงสิ่งของหรือ อุปกรณ์ เช่น บ้าน รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าให้สามารถเชื่อมต่อและควบคุมได้ระยะไกลผ่านแอพพลิเคชั่น หรือ บนอินเทอร์เน็ต สำหรับในปีที่ผ่านมา มูลค่าของ IoT อยู่ที่ 50,946 ล้านบาท ซึ่งคาดการณ์ว่าในปีนี้ธุรกิจดังกล่าวจะเติบโตขึ้นอีกประมาณ 7 หมื่นล้านบาท
ในปี 2561 เอ็นอีเอ จะเร่งส่งเสริม การสร้างกลุ่มธุรกิจสตาร์ตอัพและกลุ่มธุรกิจเริ่มต้นในทุกระดับกว่า 150 กิจกรรม และส่งเสริมผ่าน 5 หลักสูตร ตั้งเป้าผลักดันให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 100,000 ราย สำหรับผู้ประกอบการและผู้ที่สนใจรายละเอียด สอบถามข้อมูลได้ที่สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หรือ www.nea.ditp.go.th และ facebook.com/nea.ditp

