หน้าแรก เศรษฐกิจ เปิดปมขัดแย้ง...

เปิดปมขัดแย้ง ทำผู้ว่าการ กยท.หลุดเก้าอี้ หรือแค่ซื้อเวลาเพื่อสกัดม็อบ

26.03.18 | 11:30 น.

เหมือนฟ้าผ่าเปรี้ยงเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจลงนามในคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 4/2561 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2561 ให้
ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ไปปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตามกรอบอัตรากำลังชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษงานปลัดสำนักนายกฯ สำนักนายกรัฐมนตรี
โดยรับค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์จาก กยท.และยังไม่พ้นจากตำแหน่งเดิม จนกว่าจะมีคำสั่งเป็นประการอื่น

คำสั่งดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากที่ผ่านเหตุการณ์การขับไล่ไสส่งของเกษตรกรชาวสวนยางผ่านไปแล้วกว่า 4 เดือน (นับจากช่วงปลายเดือนตุลาคม 2560) จากกรณีที่ กยท.จับมือกับ 5 เสือการยางจัดตั้งบริษัทร่วมทุนไทยยางพารา จำกัด เพื่อเข้าซื้อยางในราคานำตลาด ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นการเอื้อให้กับเอกชนรายใหญ่ ขณะที่เกษตรกรชาวสวนยางก็ประสบกับภาวะราคายางตกต่ำอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าภาครัฐจะออกมาตรการช่วยเหลือมาอย่างต่อเนื่อง

ยางพาราพืชเศรษฐกิจการเมือง
เป็นที่รู้กันว่ายางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ 1 ใน 5 ชนิด ของประเทศไทย เนื่องจากสามารถนำไปแปรรูปได้หลากหลาย อาทิ ล้อยางรถ กาว ถุงมือยาง สายนาฬิกา หมอน ที่นอน และอีกหลายผลิตภัณฑ์ สอดรับในอุตสาหกรรมต่างๆ ได้จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น อุตสาหกรรมยานยนต์ การบิน การแพทย์ ขนส่ง หรือเครื่องจักรกล กล่าวได้ว่ายางเป็นส่วนประกอบสำคัญในแทบทุกอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันประเทศไทยนั้นก็มีการส่งออกยางพาราเป็นอันดับหนึ่งของโลก นำรายได้เข้าสู่ประเทศได้ปีละหลายแสนล้านบาท

โดยในช่วงปี 2554 ราคายางแผ่นดิบที่เกษตรกรขายได้เคยขึ้นไปถึงกิโลกรัม (กก.) ละ 180 บาท นับเป็นราคาที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้ชาวสวนยางโดยเฉพาะในภาคใต้และภาคตะวันออกอู้ฟู่ เพราะเมื่อเกษตรกรชาวสวนรวย ก็จะดึงให้สินค้าชนิดอื่นขายดีตามไปด้วยโดยเฉพาะรถยนต์

แต่แล้วปรากฏว่าในช่วงปลายปี 2554 อุตสาหกรรมการผลิตถุงมือยางในมาเลเซียประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ประกอบกับผู้ผลิตถุงมือยางในประเทศมาเลเซียหันไปใช้ยางสังเคราะห์แทน ทำให้ความต้องการยางพาราลดลง ขณะที่ประเทศไทยเกิดน้ำท่วมใหญ่ในช่วงปลายปีซึ่งหลายนิคมอุตสาหกรรมถูกน้ำท่วมหนัก ส่งผลต่อการบริโภคยางในประเทศเช่นกัน

Advertisement

วิกฤตโลกฉุดราคายางตกต่ำต่อเนื่อง
ต่อมาในปี 2555 ได้เกิดความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจโลก อาทิ กรณีวิกฤตสินเชื่อด้อยคุณภาพของสหรัฐอเมริกา วิกฤตหนี้สาธารณะของสหภาพยุโรป รวมทั้งการที่เศรษฐกิจของจีนเริ่มชะลอตัวลง ส่งผลกระทบต่อราคายางพาราอย่างต่อเนื่อง ในปี 2556 เริ่มมีปริมาณสต๊อกยางทั้งในประเทศและต่างประเทศอยู่ในระดับสูง รวมทั้งมีปัญหาเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวน ส่งผลให้ราคายางที่เกษตรกรขายได้นั้นไม่ถึง 80 บาทต่อ กก.

จากปัญหาราคายางที่ลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2555 ส่งผลให้เกษตรกรชาวสวนยางทุกภาคส่วนออกมาเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลให้เร่งแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ และเหตุการณ์การเรียกร้องของเกษตรกรชาวสวนยางพาราก็ได้เพิ่มความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จากปัญหาราคายางตกต่ำกระทั่งเดือนสิงหาคม 2557 ราคายางตกลงมาอยู่ที่ 53.63 บาทต่อ กก. จนหลายฝ่ายกังวลว่าราคาจะลดลงเหลือ 3 กิโลร้อย ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่ตกต่ำสุดในรอบ 5 ปี และเป็นราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิตที่อยู่ที่ประมาณ 65 บาทต่อ กก. สร้างความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรสวนยางทุกหย่อมหญ้า และจนถึงวันนี้ ราคายางแผ่นดิบก็ไม่กระเตื้องโดยอยู่ที่ 43.30 บาทต่อ กก.

รัฐบริหารจัดการผิดพลาด
อย่างไรก็ตาม ราคายางที่ตกต่ำนั้น แม้ว่าส่วนหนึ่งจะเป็นผลต่อเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว แต่ส่วนหนึ่งต้องยอมรับเกิดจากการบริหารจัดการสวนยางและผลผลิต การตลาดและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และที่สำคัญที่สุดไม่แพ้กันก็คือการวางนโยบายที่ผิดพลาด เพราะในช่วงที่ราคายางดี รัฐก็เน้นการเพิ่มผลผลิตและพื้นที่ปลูกยาง ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าในอดีตนั้นยางพารามีปลูกเฉพาะที่ภาคใต้และภาคตะวันออกเท่านั้น แต่ ณ ปัจจุบันกระจายไปทั่วประเทศทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ ทำให้ผลผลิตออกมาจำนวนมากและในที่สุดก็ล้นตลาดและราคาก็ดิ่งลงไปเรื่อยๆ ชาวสวนเริ่มออกมาเคลื่อนไหวขอให้แก้ปัญหา

และภายหลังการเข้ามาบริหารประเทศของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในปี 2557 ก็ได้ออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางมาอย่างต่อเนื่องหลายโครงการ อาทิ นโยบาย ไร่ละพันห้าŽ การรับซื้อผลผลิตหนึ่งแสนตันภายใต้โครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ กระตุ้นให้เกิดการใช้ยางภายในประเทศมากขึ้น รวมถึงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหน่วยงาน โดยมีการควบรวม 3 หน่วยงานเดิมคือ องค์การสวนยาง (อ.ส.ย.) สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) และ สถาบันวิจัยยาง มารวมอยู่ภายใต้รัฐวิสาหกิจเดียวกันคือ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เพื่อให้การบริหารงานมีเอกภาพ และให้การวางแผนพัฒนายางพาราทั้งระบบเป็นไปอย่างครบวงจร เพื่อแก้ปัญหายางพาราอย่างมีประสิทธิภาพแก้ปัญหาเกษตรกรชาวสวนยางอย่างเร่งด่วนตามนโยบายรัฐ โดยมีบอร์ด กยท.ทำหน้าที่ตัดสินใจเรื่องสำคัญ ซึ่งบอร์ดดังกล่าวจะมีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับวงการ ซึ่งบอร์ดชุดนี้มี พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข เป็นประธานกรรมการ และมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 8 คน คือ ประสิทธิ์ หมีดเส็น, สังข์เวิน ทวดห้อย, เสนีย์ จิตตเกษม, ธีรพงศ์ ตันติเพชราภรณ์, สาย อิ่นคำ, ธนวรรธน์ พล วิชัย, พิชัย ถิ่นสันติสุข และผู้แทนจากกรรมการโดยตำแหน่งอีก 6 คน คือ ผู้แทนกระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวอุตสาหกรรม และผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) โดย “ธีธัช”Ž เป็นผู้ว่าการ กยท. เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2559

ยังไม่ถึงครึ่งทาง “ธีธัช” žถูกน้ำยางซัด
ซึ่งวันแรกที่ ”ธีธัช”Ž เข้ามารับตำแหน่งใน กยท.นั้น “ธีธัช”Ž ได้ประกาศในวันรับตำแหน่งว่า “โดยหลักการแล้ว กยท.เหมือนแม่น้ำ 3 สาย ที่แข็งแรงอยู่แล้ว วันนี้ต้องอยู่รวมกันเป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่แข็งแรงขึ้น เน้นย้ำการทำงานบนหลักธรรมาภิบาล และเป็นทีมเวิร์ก โดยเป้าหมายนั้นนอกจากพนักงานใน กยท. จะต้องอยู่ร่วมกันทำหน้าที่อย่างแข็งแกร่งแล้ว ต้องมองถึงเกษตรกรชาวสวนยางโดยรวมให้มีความสุขด้วย ณ วันนี้
อยากให้คิดและทำงานแบบการยางแห่งประเทศไทยจริงๆ ผมพร้อมจะนำนาวา กยท.ลำใหญ่ลำนี้ ไปให้ถึงเป้าหมายŽ”

แต่ในห้วง 2 ปี ที่ ”ธีธัชŽ” นั่งอยู่ใน กยท.นั้น ไม่ได้เป็นไปอย่างที่ประกาศหรือวางเป้าหมายไว้ เพราะวงในระบุว่า แม้จะเป็นผู้ที่ตั้งใจทำงานแต่งานก็ไม่คืบหน้า ทำให้เกิดข้อครหามากมาย รวมทั้งเรื่องความไม่โปร่งใสและความไม่ชอบมาพากลในหลายเรื่อง โดยในแวดวงยางพาราต่างเชื่อว่ามีกลุ่มผลประโยชน์โดยเฉพาะผู้ส่งออกอยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะเรื่องราคายางแม้ว่าผลผลิตในตลาดโลกบางช่วงมีผลผลิตออกมาน้อยแต่ราคาก็ไม่กระเตื้อง จนเมื่อปลายปี 2560 เกษตรกรชาวสวนยางภาคใต้ลุกฮือขึ้นขับไล่ แต่ ”ธีธัช”Ž ก็ยังเกาะเก้าอี้อยู่อย่างเหนียวแน่นและมั่นคงจนกระทั่ง นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งออกมาเมื่อวันที่ 20 มีนาคม นั่นเอง

ก่อนที่ ”ธีธัช”Ž จะมาเป็นผู้ว่าการ กยท.คนแรกนั้น เคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการองค์การตลาด รัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเคยถูกร้องเรียนว่าทำผิดพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ และบอร์ดองค์การตลาดได้มีมติเอกฉันท์ให้เลิกจ้างไว้ก่อนเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2555 แต่ภายหลังก็สามารถรอดพ้นมาได้ และเมื่อ “ธีธัช”Ž มานั่งตำแหน่งผู้ว่าการ กยท.เพียงไม่นาน ก็เกิดเสียงต่อต้านตลอดมา ว่าไม่สามารถบริหารจัดการราคายางได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนจากราคายางพาราที่ยังตกต่ำอยู่ตลอดในระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง

คาด “เซส-ปุ๋ย” žเป็นเหตุหลุดเก้าอี้
ปมดังกล่าวนำมาสู่ความขัดแย้ง จนกระทั่ง นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาเครือข่ายยางและสถาบันเกษตรกรยางพาราแห่งประเทศไทย (สยยท.) ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแกนนำภาคเกษตรกรระดับ ”อ๋อง”Ž ของวงการยาง ถึงขั้นออกมาขับไล่นายธีธัช เพื่อให้พ้นจากตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม การเรียกร้องของตัวแทนของชาวสวนยางก็ยังไม่สัมฤทธิผล เหตุการณ์หลังจากนั้น นายธีธัชก็ถูกขนาบข้างไปด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ ์มาโดยตลอด อีกทั้งราคายางยังก็ไม่เป็นไปตามที่รัฐบาลรับปากไว้กับชาวสวนยางหลังปรับคณะรัฐมนตรีเมื่อปลายปี 2560 ว่าหลังจากนี้ 3 เดือนราคายางจะต้องไม่ต่ำกว่า 60 บาทต่อ กก. แต่ในที่สุดก็ไม่เป็นไปตามที่รับปากไว้ จนนำมาสู่การเด้งฟ้าผ่าในครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม วงในมองเรื่องการหลุดจากเก้าอี้ของ “ธีธัช”Ž ในครั้งนี้น่าจะมากจากการที่ กยท.จัดตั้งเอกชนให้มาบริหารจัดการเงินค่าธรรมเนียมการส่งออกยางพารา (เซส) ซึ่งเกษตรกรไม่เห็นด้วย โดยนายอุทัยระบุว่า เรื่องเงินเซสนั้นผู้ว่าการ กยท.ก็ยังให้ข้อมูลเท็จว่าจะจ่ายเงินให้เอกชน 5% เมื่อเก็บเงินเซสได้มากกว่า 7,000 ล้านบาทขึ้นไป ทั้งนี้ ตาม TOR ไม่มีการกำหนดในข้อตกลงนี้ อย่างไรก็ดี ไม่เชื่อในศักยภาพของเอกชนว่าจะดีไปกว่าระบบการเก็บเงินของ กยท.ที่วางระบบไว้ดีแล้วอย่างไร เรื่องนี้มีความซับซ้อน รวมถึงมีผลประโยชน์จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอยู่เยอะ

“นอกจากเรื่องเงินเซสแล้ว คาดว่าเรื่องปุ๋ยก็เป็นอีกประเด็นที่สำคัญอีกเรื่อง เนื่องจากการประมูลปุ๋ยของ กยท. ส่อพิรุธ มีปัญหาร้องเรียนจากการประกาศประมูลใช้ระยะเวลาเพียง 5 วัน โดยคร่อมวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ทำให้เหลือวันทำการเพียง 3 วัน จึงมีผู้ประมูลน้อย ซึ่งผ่านคุณสมบัติปุ๋ยเคมี 5 ราย ปุ๋ยอินทรีย์ 6 ราย โดยผู้เข้าประมูลทั้งหมด ชนะการประมูลทุกราย ซึ่งเกิดความสงสัยว่าอาจจะเข้าข่ายการฮั้วประมูล นอกจากนั้น ปุ๋ยเคมีที่ประมูลได้ก็มีราคาสูงกว่าในท้องตลาด โดยเฉพาะปุ๋ยอินทรีย์ ที่มีราคาแพงผิดปกติกว่าการซื้อขายทั่วไป เหตุเพราะ กยท.ได้ตั้งราคากลางไว้สูงมาก ซึ่งเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อผู้ประมูล เมื่อสอบถามไปยังนายธีธัช ว่าทำไมปุ๋ยที่ กยท.ประมูล จึงมีราคาแพงกว่าปุ๋ยที่ขายในท้องตลาดถึงกิโลกรัมละ 3 บาท แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบจากนายธีธัชแต่อย่างใดŽ”

ไม่รับฟังเสียงสะท้อนเกษตรกร
นายอุทัยยังระบุอีกว่า การบริหารที่ผ่านมาของนายธีธัชนั้น ไม่เคยรับฟังเสียงสะท้อนจากเกษตรกรชาวสวนยาง อาทิ เกษตรกรไม่อยากให้ร่วมลงทุนกับบริษัท 5 เสือ ที่ประกอบด้วย บริษัท ไทยฮั้วรับเบอร์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) บริษัท เซาท์แลนด์ รับเบอร์ จำกัด บริษัท วงศ์บัณฑิต จำกัด และบริษัท ไทยรับเบอร์ ลาแท็คซ์กรุ๊ป จำกัด เพื่อรับซื้อยางจากเกษตรกรด้วยเม็ดเงินจำนวน 1,200 ล้านบาท จากงบประมาณของประเทศ ซึ่งนายธีธัชก็ไม่รับฟัง ทั้งที่บริษัท 5 เสือเป็นผู้ขายยาง ซึ่งเป็นปกติที่จะต้องหากำไรจากยาง และ กยท.เองก็มีหน้าที่ในการรักษาเสถียรภาพราคายางไว้ แต่กลับนำข้อมูลยางทั้งหมดไปเปิดเผยแก่ 5 บริษัทดังกล่าวได้อย่างไร

“ตั้งแต่เทศกาลตรุษจีนเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาต้องเป็นช่วงที่ราคายางปรับขึ้น เพราะเป็นช่วงการปิดหน้ายางหรือปิดกรีด แต่ปีนี้ราคากลับไม่ขึ้นเมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา โดยราคาแกว่งอยู่ที่ 44-46 บาท เนื่องจากการบริหารจัดการที่ไร้ศักยภาพ เห็นได้ว่านายธีธัชมีวิธีการทำงานที่ผิดพลาดหลายครั้ง จึงเป็นเหตุให้ถูกโยกย้ายจากตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม การที่นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจปลดผู้ว่าการ กยท.ในครั้งนี้ จะทำให้วงการยางพาราสะเทือนแน่นอน โดยหวังว่าราคายางจะต้องขึ้นทันทีหลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร”

Žนายอุทัยยังบอกอีกว่า รัฐบาลก็ต้องตัดนิ้วร้ายทิ้งเสียบ้าง ไม่อย่างนั้นจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กดดันรัฐบาลมากเกินไป และสิ่งที่เกิดขึ้นไม่เพียงนำไปสู่ความผ่อนคลายของพี่น้องสวนยางเท่านั้น แม้แต่พนักงานสหภาพของ กยท.ก็ให้ความเห็นชอบด้วย เพราะกรณีเงินเซส 5% ที่จะจ่ายให้เอกชน ก็เป็นเงินในมาตรา 49 ที่ว่าเป็นงบบริหาร จ่ายเงินเดือนของ กยท. 10% ด้วย ทั้งที่เงินเดือนจะไม่พอจ่ายพนักงานอยู่แล้ว จากปัญหาที่ลุกลามจากน้ำผึ้งหยดเดียวอาจก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ได้ นายกฯจึงต้องตัดไฟแต่ต้นลม ซึ่งในปัจจุบันมีทั้งปัญหาปาล์ม ปัญหาประมง ถ้าเกิดมีปัญหายางเข้ามาเพิ่มเติมอีกจะทำให้เกิดปัญหาอย่างมากในแง่การเมือง


“ส่วนคนที่จะมาเป็นผู้ว่าการ กยท.คนใหม่นั้น จะต้องมือสะอาด ไม่ทุจริต และเห็นอกเห็นใจรับฟัง ให้พี่น้องเกษตรกรทุกกลุ่มมีส่วนร่วม รวมถึงผู้บริหารต้องมีความรู้เรื่องยางพอสมควร อยากให้รัฐบาลแก้ปัญหาให้ถูกทาง แทนที่จะชะลอการกรีดยาง หรือโค่นต้นยางทิ้งเพื่อให้ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยลง เพื่อนำไปสู่การปรับตัวสูงขึ้นของราคายางนั้น รัฐบาลควรเปลี่ยนความคิดใหม่ โดยนำผลผลิตยางที่ออกมามาก นำมาแปรรูป เพิ่มมูลค่าให้เป็นผลิตภัณฑ์ยางในรูปแบบต่างๆ อาทิ ปี 2558 ประเทศไทยส่งยางออก 3.6 ล้านตัน ได้เงิน 1.7 แสนล้านบาท แต่ส่งผลิตภัณฑ์ยางและไม้ยางเพียง 610,000 ตัน กลับได้เงินกว่า 4 แสนล้าน (ข้อมูลการส่งออกยางในปี 2559-2560 ผมได้ขอไปกับทาง กยท.แล้ว แต่ไม่ได้รับข้อมูลแต่อย่างใด) เห็นได้ว่ามูลค่าระหว่างการส่งยางดิบกับผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยาง มีความแตกต่างกันอย่างมหาศาล ภาครัฐควรดูแลเกษตรกร นำนักวิจัย หรือนักวิชาการลงพื้นที่ ช่วยระดมความคิดส่งเสริมให้เกษตรกรมีอาชีพเสริมในการแปรรูปยาง เนื่องจากเมื่อราคายางปรับตัวลดลง แต่ผลิตภัณฑ์จากยาง อาทิ ยางรถยนต์
ไม่ได้ปรับราคาลงตามไปด้วยŽ”

ให้ผู้ว่าการกยท.คนใหม่ตัดสินใจ
ขณะที่ กฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า การโยกย้ายนายธีธัช จะไม่มีผลกระทบต่อการสนับสนุนการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ เนื่องจากโครงการนี้เป็นงานประจำที่ กยท.จะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว รวมทั้งงานด้านการเจรจากับต่างประเทศที่เป็นข้อตกลงไปแล้วก็ไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงได้ สำหรับโครงการว่าจ้างเอกชนเข้ามาบริหารการเก็บเงินเซสนั้น ปัจจุบันอยู่ใน
ขั้นตอนการร่างเงื่อนไขการประกวดราคา ยังไม่ได้คัดเลือกหรือเปิดประมูล ดังนั้น ความเสียหายยังไม่เกิดขึ้น แต่หลังจากนี้ไปจะดำเนินการอย่างไรนั้นให้เป็นอำนาจของผู้ว่าการ กยท.คนใหม่จะตัดสินใจ ซึ่งล่าสุดบอร์ด กยท.มีมติให้ นายธนวรรธน์ พลวิชัย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในฐานะผู้แทนผู้ประกอบกิจการยาง ให้รักษาการผู้ว่าการ กยท.แทนจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

โดยสรุปปัญหายางพาราที่ยังวนเวียนอยู่จุดเดิมมาช้านานนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะกลไกตลาดเพียงอย่างเดียว หากแต่ปัญหาภายในที่เกิดจากขบวนการของผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ยังคงแทรกซึมอยู่ในน้ำยางทุกหยด ทั้งปัญหาการทุจริตทางภาครัฐ หรือผู้มีอิทธิพลเข้ามาแทรกแซงเชิงนโยบาย ซึ่งยังมีรายละเอียดอีกมากมายที่จำเป็นต้องอธิบายให้เกษตรกรรับทราบ จากการดำเนินงานที่ต้องตรวจสอบได้ชัดเจน รวมถึงการสนับสนุนจากทางภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแวดวงยางพาราจะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้เกษตรกร หวังว่าการดำเนินการในครั้งนี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและลดระดับความเดือดร้อนของชาวสวนยางไปได้บ้าง

แต่ที่แน่ๆ คือรัฐบาลโล่งใจไปอีกระยะ เพราะสามารถหยุดการมาของม็อบชาวสวนยางที่ฮึ่มๆ ได้ทันที!