นายธีรัชย์ อัตนวานิช ที่ปรึกษาด้านตลาดตราสารหนี้ ในฐานะโฆษกสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า สบน.ได้บรรจุการกู้เงินงบกลางปี 2561 ในแผนบริหารหนี้สาธารณะปีงบประมาณ 2561 วงเงินกู้ 1 แสนล้านบาทไว้แล้ว ซึ่งงบกลางปีผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีวงเงิน 1.5 แสนล้านบาท แบ่งเป็น 1 แสนล้านบาทเป็นเงินกู้ใช้เพื่อการปฏิรูปเศรษฐกิจภาคการเกษตร และเศรษฐกิจฐานราก ส่วนอีก 5 หมื่นล้านบาทมาจากรายได้นำไปใช้ชดเชยเงินคงคลัง ซึ่งการกู้เงินเพิ่มเติมอีก 1 แสนล้านบาทในปีงบประมาณ 2561 จะไม่ทำให้หนี้สาธารณะปรับเพิ่มขึ้นมากนัก ประเมินว่าหนี้สาธารณะต่อผลผลิตมวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.01% หรือมาอยู่ที่ 42.8% จากเดิม 42.7% ทั้งนี้แผนบริหารหนี้สาธารณะปีงบประมาณ 2561 ฉบับปรับปรุงสอดคล้องงบกลางปีได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยปรับปรุงเพิ่มขึ้นสุทธิ 85,906 ล้านบาท เป็น 1,588,883 ล้านบาท จากเดิมกำหนดไว้ 1,502,977 ล้านบาท
“หลังจากนี้คงต้องรอว่าโครงการเสนอมาว่าจะใช้เงินจากงบกลางปีช่วงไหน สบน.พร้อมจะกู้ให้ตรงกับความต้องการใช้เงิน โดยกำลังรอแผนการใช้เงินจากหน่วยงานต่างๆ ที่จะส่งผ่านไปยังสำนักงบประมาณ” นายธีรัชย์กล่าว
นายธีรัชย์กล่าวต่อว่า กรณีคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังไม่สร้างผลกระทบต่อการกู้เงินของไทย โดยล่าสุด สบน.เปิดให้ประมูลธนบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี พบว่ามีนักลงทุนยื่นประมูลมากกว่าวงเงินที่กำหนดไว้ถึง 5 เท่า อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 2.42% ลดลงจากการประมูลเมื่อช่วงต้นปีที่มีดอกเบี้ยอยู่ที่ 2.55% ดังนั้น คาดว่าจะเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยไม่มีผลต่อต้นทุนธนบัตรของไทย เนื่องจากขณะนี้สภาพคล่องในไทยยังเหลืออยู่มาก โดยมีเงินในระบบถึง 2 ล้านล้านบาท นอกจากนี้การค้าไทยยังเกินดุล ส่งออกขยายตัวดีมาก ยิ่งสนับสนุนให้เงินสภาพคล่องในไทยสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม สบน.คงต้องจับตาการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในรอบถัดไป ว่าจะมีผลต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายหรือไม่ โดยขณะนี้ต้นทุนการกู้เงินของไทยยังต่ำมีต้นทุนเฉลี่ย 3.5% ปรับลดลงจากเมื่อ 4 ปีก่อนที่อยู่ระดับ 3.9% เป็นผลจากการที่ สบน.ปรับโครงสร้างหนี้ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยในช่วงดังกล่าวดอกเบี้ยต่ำ ดังนั้นแม้ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ตามคาดการณ์คืออีก 2-3 ครั้ง สบน.มองว่าต้นทุนหนี้เงินกู้ไทยที่แบกรับภาระไว้คงไม่ขยับมากในช่วงปีนี้
นายธีรัชย์กล่าวต่อว่า ในการลงทุนพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) กำหนดวงเงินไว้ 1 ล้านล้านบาทในช่วง 5 ปีข้างหน้า มีแผนใช้งบจากรัฐบาลประมาณ 30% ซึ่งถูกบรรจุอยู่ไว้ในแผนงบประมาณประจำปี โดยวงเงินที่จะใช้งบรัฐประมาณ 30% หรือ 3 แสนล้านบาท คิดเป็นเงินประมาณปีละ 3-5 หมื่นล้านบาท สบน.ใช้วิธีการในการกู้ชดเชยขาดดุลงบประมาณมาใช้ในการลงทุนอีอีซี ถือว่าไม่มาก เพราะส่วนใหญ่การลงทุนของอีอีซีใช้แนวทางร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (พีพีพี) ประมาณ 58% หรือคิดเป็นวงเงินประมาณ 5.8 แสนล้านบาท ที่เหลือเป็นรายได้จากรัฐวิสาหกิจ 9 หมื่นล้านบาท และจากกองทุนหมุนเวียนส่วนหนึ่ง

