หน้าแรก เศรษฐกิจ พณ.เตือนผู้ส่...

พณ.เตือนผู้ส่งออกศึกษาเกณฑ์เบร็กซิท ก่อนปีหน้าใช้จริง

26.03.18 | 11:35 น.

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สหราชอาณาจักรเป็นประเทศคู่ค้าสำคัญลำดับที่ 2 ของไทยในกลุ่มสมาชิกสหภาพยุโรป ด้วยมูลค่าการค้าไทย-อังกฤษ ประมาณ 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่สหราชอาณาจักรจะต้องออกจากการเป็นสมาชิกอียู (Brexit) หรือ เบร็กซิท ในวันที่ 30 มีนาคม 2562 จึงขอให้ผู้ประกอบการไทยเร่งศึกษาแนวปฏิบัติด้านศุลกากรและภาษีสรรพสามิตที่กระทรวงกิจการภาษี และสหภาพศุลกากรของสหภาพยุโรปได้ออกประกาศ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกรณี Brexit

นางอรมน กล่าวอีกว่า กระทรวงกิจการภาษีและสหภาพศุลกากรของสหภาพยุโรป ได้ออกประกาศแนวปฏิบัติระบุสาระสำคัญเกี่ยวกับสถานะของสหราชอาณาจักรที่จะเปลี่ยนเป็น “ประเทศที่ 3” หลังออกจากอียู ซึ่งจะส่งผลต่อวิธีการปฏิบัติด้านเอกสารและพิธีการศุลกากรนำเข้าและส่งออกระหว่างอียูกับสหราชอาณาจักร อาทิ สินค้านำเข้า-ส่งออกระหว่างสหราชอาณาจักรกับอียูจากเดิมผ่านเข้าออกโดยเสรี ไม่ต้องมีความตกลงทางศุลกากร เมื่อสหราชอาณาจักรออกจากอียูมีนาคม 2562 จะต้องมีใบอนุญาตนำเข้า-ส่งออกของอียูเช่นเดียวกับประเทศที่สามอื่น สินค้าส่งออกนำเข้าระหว่างสหราชอาณาจักรและอียูต้องต้องผ่านพิธีการศุลกากรและชำระภาษีศุลกากร สินค้าบางประเภทอาจจัดเป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้าส่งออกด้วยเหตุผลด้านนโยบายสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยของประชาชน การปกป้องสุขอนามัยและชีวิตของประชาชน สัตว์และพืช หรือการปกป้องทรัพย์สมบัติของชาติ เป็นต้น

ผู้ประกอบการที่เคยได้รับอนุมัติเป็น AEO (Authorized Economic Operator) โดยสหราชอาณาจักรจะไม่สามารถใช้เขตศุลกากรสหภาพยุโรปอีกต่อไป สินค้าที่มีถิ่นกำเนิดในสหราชอาณาจักรจะไม่สามารถนำมาสะสมให้เป็นถิ่นกำเนิดสินค้าสหภาพยุโรป (EU content) ได้ ซึ่งอาจส่งผลต่อการใช้สิทธิพิเศษตามความตกลงระหว่างสหภาพยุโรปกับประเทศที่สาม

นอกจากนี้ ยังมีแนวปฏิบัติเกี่ยวกับภาษีสรรพสามิต และภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบธุรกิจควรทราบเพื่อเตรียมปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินงานให้สอดรับ กับสถานะใหม่ของสหภาพอาณาจักรต่อสหภาพยุโรป โดยคาดว่าประกาศดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับวันที่ 30 มีนาคม 2562 เป็นอย่างเร็ว แต่หากอียูและสหราชอาณาจักรตกลงกันได้ก็อาจจะเลื่อนออกไปใช้บังคับประมาณเดือนมกราคม 2564 รายละเอียดสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ https://ec.europa.eu/

นางอรมน กล่าวเสริมว่า ถึงแม้แนวทางปฏิบัติที่สหภาพยุโรปออกมาดังกล่าว อาจจะไม่มีผลกระทบกับผู้ประกอบการของไทยที่ทำธุรกิจการค้าระหว่างประเทศกับอียูหรือสหราชอาณาจักรโดยตรง เพราะเป็นการออกแนวปฏิบัติระหว่างสหราชอาณาจักรกับอียู แต่โดยที่ปัจจุบันการค้าของโลกมีความเกี่ยวเนื่องกัน ประกอบกับสหราชอาณาจักร เป็นคู่ค้าสำคัญของไทยลำดับที่ 18 และเป็นลำดับที่ 2 ในกลุ่มสมาชิกสหภาพยุโรป มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักรในปี 2560 มีมูลค่าประมาณ 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

Advertisement

โดยมีสินค้าส่งออกสำคัญ คือ รถยนต์และอุปกรณ์ ไก่แปรรูป อัญมณีและเครื่องประดับ เป็นต้น ผู้ประกอบการไทยจึงควรติดตามและศึกษาแนวทางปฏิบัติภายหลังสหราชอาณาจักรออกจากอียู เพื่อเตรียมความพร้อมและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ทั้งนี้ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์จะติดตามความคืบหน้าในเรื่องนี้และประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการไทยทราบเป็นระยะต่อไป