ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 28 มีนาคม โรงไฟฟ้าชีวมวล จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน 2 ตำบล ในเขตอำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ครั้งที่ 1 ต่อร่างข้อเสนอโครงการและขอบเขตการศึกษารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล(ขนาด 30 เมกะวัตต์) ซึ่งมีประชาชนบางส่วนยังวิตกกังวลในเรื่องผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็ก ที่เกิดจากการเผาไหม้ ซึ่งบริษัท ไอเอสอีที(ประเทศไทย) จำกัด (บริษัทที่ปรึกษา) ได้รับมอบหมายจากบริษัท วิวรรธน์การเกษตร จำกัด เจ้าของโครงการโรงไฟ้ฟ้าชีวมวล (ขนาด 30 เมกะวัตต์) ให้ดำเนินการศึกษาและจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมฯ นำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อดำเนินการพิจารณาให้ความเห็นตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ก่อนดำเนินโครงการต่อไป โดยการจัดทำประชาพิจารณ์ในครั้งนี้ ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่อยู่ในรัศมี 5 กิโลเมตรจากจุดตั้งโครงการฯ ที่ครอบคลุมในพื้นที่ 2 ตำบล คือตำบลจุมพล และตำบลกุดบง ในเขตอำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย
นายยรรยง พรมศร ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง ประธานในพิธีกล่าวว่า การประชุมรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย รวมทั้งส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นหรือข้อห่วงกังวลต่อขอบเขตและแนวทางการศึกษาการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการฯ และเพื่อสรุปประเด็น ข้อกังวล และข้อเสนอแนะขากประชาชน ผู้มีส่วนได้เสียจากการประชุมรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ และคาดว่าจะมีการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนฯครั้งที่ 2 อีกครั้งในปลายเดือนมิถุนายน 61 นี้ มีผู้เข้าร่วมประชุมรับฟังความคิดเห็นฯ ที่ศาลาวัดจอมนาง ต.จุมพล ไม่รวมตัวแทนจากบริษัทที่ปรึกษาและเจ้าของโครงการฯ รวม 162 คน และที่ ห้องประชุม อบต.กุดบง จำนวน 80 คน
นายกิตติวัฒน์ ธนพัฒน์ไพบูลย์ ผู้ชำนาญการสิ่งแวดล้อม บริษัท ไอเอสอีที(ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า โครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล(ขนาด 30 เมกะวัตต์)ของบริษัท วิวรรธน์การเกษตร จำกัดตั้งอยู่ในที่บ้านนาอ่าง ต.จุมพล อ.โพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ซึ่งโครงการตั้งอยู่ในพื้นที่ต่อเนื่องกับพื้นที่ของโรงงานผลิตน้ำตาลทราย มีขนาดพื้นที่โดยรวมประมาณ 1 พันไร่ ใช้ชานอ้อยซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์พลอยได้ที่เหลือจากกระบวนการหีบอ้อยของโรงงานน้ำตาลทราย (20,000 ตันอ้อย/วัน) มาผลิตกระแสไฟฟ้า นอกจากนี้โครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลจะมีการใช้ระบบสาธารณูปโภคร่วมกับโคงการโรงงานผลิตน้ำตาลทราย ทำให้สะดวกในการบริหารจัดการในภาพรวมทั้งในส่วนของความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวล ในพื้นที่ต่อเนื่องกับโรงงานผลิตน้ำตาลทราย จึงมีความเหมาะสมต่อแหล่งวัตถุดิบ/เชื้อเพลิง และระบบสาธารณูปโภค โดยจะมีการผลิตกระแสไฟฟ้าจำนวน 240 วัน ฤดูการเปิดหีบอ้อย เป็นช่วงที่มีการผลิตกระแสไฟฟ้าได้สูงสุด กระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้จะส่งให้โรงงานผลิตน้ำตาลทราย และบางส่วนจะใช้เลี้ยงระบบการผลิตของโรงไฟฟ้าเอง หากยังมีไฟฟ้าเหลือจะจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากในที่ประชุมนั้น ส่วนใหญ่จะวิตกกังวลเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะในเรื่องของฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เกิดจากการเผาไหม้ ที่อาจจะเกิดผลกระทบในระยะยาว จึงขอให้ศึกษาในเรื่องนี้อย่างละเอียด และขอให้ใช้เครื่องจักรเครื่องมือที่ทันสมัยที่สุดมาใช้ในโรงไฟฟ้า หากมีปัญหาเกิดขึ้นจะต้องมีมาตรการในการดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจน รวมไปถึงการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบด้วย นอกจากนี้ยังขอให้ทางบริษัทมีความจริงใจให้กับชุมชน ให้ชุมชนได้รับประโยชน์จากโรงไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้น และหากมีความเป็นไปได้ ขอให้นำผู้นำชุมชนหรือชาวบ้านไปดูงานโรงไฟฟ้าที่ได้มาตรฐานด้วย นอกจากนี้ยังมีผู้นำชุมชนได้ฝากในเรื่องของการจราจร ขอให้บริหารจัดการให้ได้ ไม่ก่อความเดือดร้อนให้กับชุมชนที่อยู่โดยรอบ ในบางจุดถ้ามีการก่อสร้างเส้นทางที่คู่ขนานได้ ก็ขอให้สร้างเพิ่ม ในขณะที่มีบางคนไม่อยากให้มีการก่อสร้างโครงการนี้
นายสงกรานต์ ศรีตะบุตร นายก อบต.จุมพล กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่ดี เพราะจะส่งดีกับเศรษฐกิจในพื้นที่ รวมไปถึงความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ ที่จะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการปลูกอ้อยให้กับโรงงานน้ำตาล แทนการปลูกยางพาราที่ราคาช่วงนี้ตกต่ำรวมไปถึงมีงานทำจากการเข้าไปทำงานในโรงงาน ส่วนผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นตามมานั้น ไม่ว่าจะเป็นมลพิษ หรือสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ ก็ต้องมีการดำเนินการและวางมาตรการต่าง ๆ รวมไปถึงเครื่องจักร เครื่องมือที่นำมาใช้ต้องมีมาตรฐานสูงสุด เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นน้อยที่สุด เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ต้องเข้าไปดูแลเยียวยา

