‘เอสเอ็มอี’กระอัก เจอ 2 เด้ง ปรับค่าแรงใหม่มีผลแล้ว-ศก.ในประเทศชะลอตัว

1.04.18 | 15:42 น.

นายศักดิ์ชัย อุ่นจิตติกุล ประธานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (เอสเอ็มไอ) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ตัวเลขอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ และตัวเลขส่งออกที่เติบโตแม้จะเป็นเรื่องดีแต่มองว่าเป็นความเสี่ยงของเศรษฐกิจในภาพรวม เพราะตัวเลขที่ดีมาจากการส่งออกที่ขยายตัว ขณะที่ภาคธุรกิจในประเทศชะลอตัว การค้าขายไม่ดี ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี)ในประเทศประสบปัญหาด้านยอดขาย เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในทุกจังหวัด แม้กระทั่งร้านขายอาหารก็ประสบปัญหาขายไม่ดีเช่นกัน ผลจากกำลังซื้อของประชาชนไม่สู้ดีเนื่องจากราคาสินค้าเกษตรหลายตัวตกต่ำ

นายศักดิ์ชัยกล่าวว่า สำหรับการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศมีผลแล้ววันที่ 1 เมษายน 2561 ถือว่าเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีต้องรับมือ เพราะนอกจากประเด็นเศรษฐกิจในประเทศชะลอตัว ยังเจอปัจจัยค่าแรงที่ปรับสูงขึ้น ซึ่งปกติจะผลักภาระให้ผู้บริโภคด้วยการขึ้นราคาสนิค้า แต่สถานการณ์ปัจจุบันที่กำลังซื้อไม่ดีจึงไม่สามารถปรับราคาได้ ถือเป็นปัญหาสำคัญของเอสเอ็มอีในเวลานี้

“ประเด็นค่าแรงที่ปกติจะมีคณะกรรมการค่าจ้างจังหวัดเป็นผู้พิจารณาก่อนจะส่งต่อให้คณะกรรมการค่าจ้างกลาง เป็นผู้เคาะขั้นสุดท้าย ซึ่งการพิจารณารอบล่าสุดที่จะมีผลวันที่ 1 เมษายนนี้ ถือเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการไม่เข้าใจ เพราะปกติการกำหนดค่าแรงจะพิจารณาจากเศรษฐกิจภายในจังหวัด แต่ครั้งนี้การขึ้นค่าแรงไม่รู้ว่าพิจารณาจากอะไร”

นายศักดิ์ชัยกล่าวว่า อย่างไรก็ตามทราบว่ารัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี อาทิ มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งแนวทางนี้ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่อยากให้รัฐบาลพิจารณาแนวทางการช่วยเหลือที่เอื้อกับผู้ประกอบการจริงๆ เพราะเท่าที่หารือกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทราบว่าหลักเกณฑ์การช่วยเหลือค่อนข้างซับซ้อนใช้เกณฑ์เดียวกับสถาบันการเงินเอกชน ทำให้การขอกู้ติดปัญหาเพื่อสภาพคล่อง หรือการซื้อเครื่องจักรไม่คล่องตัว ดังนั้นรัฐต้องพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ เพราะต้องไม่ลืมว่าปัญหาของเอสเอ็มอีคือการเข้าไม่ถึงแหล่งเงิน ติดปัญหาหลักเกณฑ์ค่อนข้ามากของสถาบันการเงิน หากรัฐออกสินเชื่อมาช่วยเหลือก็ควรทำให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินได้ง่ายด้วย