นายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สายงานลงทุน กล่าวว่า กรณีธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ขยับประมาณการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจไทยปีนี้ใหม่ ขยายตัวเพิ่มเป็น 4.1% จากเดิมคาดการณ์จะเติบโต 3.94% ถือเป็นข่าวดี โดยปัจจัยหลักมาจากการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทยที่ขยายตัว ซึ่ง 2 กลุ่มนี้มีสัดส่วนทางเศรษฐกิจมากถึง 70% โดยเฉพาะการท่องเที่ยวไทยที่ล่าสุดได้รับข่าวดี ได้รับการจัดอันดับประเทศที่น่าเที่ยวแซงหน้ากรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส จะยิ่งทำให้มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นแน่นอน ส่วนการบริโภคในประเทศคาดการณ์ว่าดีขึ้นเช่นกันโดยดูจากข้อมูลของกรมสรรพากรในการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ได้เพิ่มขึ้น 6-7% จากปีที่ผ่านมา เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงการบริโภคในประเทศดีขึ้น
นายเกรียงไกรกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ยังมีสิ่งที่ไทยต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ที่สหรัฐเพิ่มกำแพงภาษีเพื่อหวังลดการขาดดุลการค้าจากจีนลง 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากปัจจุบันขาดดุลอยู่ 370,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งผลจากการเพิ่มภาษีสินค้า 1,300 รายการนั้นสามารถลดการขาดดุลได้เพียง 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่จีนได้โต้ตอบด้วยการเก็บภาษีสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ แต่ตัวเลขรวมไม่มากเพียง 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ดังนั้นต้องติดตามการเจรจาของ 2 ประเทศว่าจะเดินไปทิศทางใด เพราะไม่ว่าผลการเจรจาจะออกมาอย่างไรก็จะส่งผลต่อประเทศไทยแน่นอน โดยไทยส่งออกไปสหรัฐคิดเป็นสัดส่วน 10-11% ของการส่งออกทั้งหมด ส่วนการส่งออกไปจีนอยู่ที่ 12% นอกจากนี้ อาจเจอปัญหาโดนสินค้าจากจีนแย่งตลาดสำคัญอย่างอาเซียนที่ไทยส่งออกคิดเป็น 25% เพราะถึงที่สุดหากจีนไม่สามารถขายสินค้าให้สหรัฐได้ ก็อาจเลือกขายใตลาดอาเซียนแทน จึงเป็นเรื่องที่ภาครัฐและเอกชนต้องให้ความสำคัญ

