นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าสถานการณ์ภัยแล้งด้านการเกษตร ที่กรมชลประทาน ว่า กระทรวงได้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ถึงแม้ว่าสถานการณ์น้ำในปี 2561 จะดีขึ้นกว่าปี 2560 แต่ยังมีพื้นที่เสี่ยงภัย จากการติดตามสถานการณ์อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศพบว่า ปัจจุบันมีปริมาณน้ำในอ่างรวมกัน 50,905 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็น 67% ของความจุอ่างทั้งหมด มากกว่าปี 2560 รวม 7,164 ล้าน ลบ.ม. เป็นน้ำใช้การได้ 26,985 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 52% ลุ่มน้ำเจ้าพระยาสี่ส่วนหลักมีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 15,139 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 61% ของความจุอ่างฯ รวมกันทั้งหมด ซึ่งมากกว่าปี 2560 รวม 3,079 ล้านลบ.ม. ปริมาณน้ำใช้การได้ 8,443 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 46% ได้มีการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้ง 1 พฤศจิกายน 2560 ถึง 30 เมษายน 2561 ทั้งประเทศใช้น้ำไปแล้ว 20,680 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 82% ของแผนและลุ่มน้ำเจ้าพระยามีการใช้น้ำไปแล้ว 7,157 ล้าน ลบ.ม. หรือ 93% ของแผนจัดสรรน้ำ
“แม้ปีนี้จะมีปริมาณน้ำพอใช้ แต่จากสถิติเดือนเมษายน จะมีการใช้น้ำมากที่สุด เนื่องจากสภาพอากาศร้อน รวมถึงมีประเพณีการเล่นน้ำสงกรานต์ จึงอยากให้ประชาชนช่วยกันประหยัด เพราะหากมีน้ำเหลือใช้จะสามารถเก็บเป็นน้ำต้นทุนสะสมไว้ใช้ในอนาคตได้”
สำหรับสถานการณ์เพาะปลูกฤดูแล้งปี 2560/2561 จากปริมาณน้ำที่อยู่ในเกณฑ์ ทำให้พื้นที่ปลูกข้าวรอบที่สอง (ข้าวนาปรัง) ทั้งประเทศในปี 2560 /2561 รวม 12.54 ล้านไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ในเขตชลประทาน 9.48 ล้านไร่ และนอกเขตชลประทาน 3.06 ล้านไร่ เมื่อเปรียบเทียบกับแผนการปลูกข้าวนาปรัง 11.6 ล้านไร่ พบว่า สูงกว่าแผนเพียง 7% ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ควบคุมได้ ในส่วนของพายุฤดูร้อน กระทรวงเกษตรฯได้ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายแต่ยังไม่พบพื้นที่ไหนได้รับความเสียหายร้ายแรง
นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า ช่วงฤดูฝนหากเกิดฝนทิ้งช่วงหรือฝนมาช้ากว่าปกติ ปริมาณน้ำสำรองที่สามารถสนับสนุนการบริโภค รักษาระบบนิเวศ เกษตรกรรม และอุตสาหกรรมมีเพียงพอ นอกจากนี้ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ กรมชลประทานได้มอบหมายให้สำนักงานชลประธานในพื้นที่จังหวัดต่างๆ เตรียมการ และวางแผนสนับสนุนการส่งน้ำช่วงเทศกาลสงกรานต์ไปยังแหล่งน้ำสาธารณะให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวและประเพณีอันดีงามของไทย

