หน้าแรก เศรษฐกิจ ส่งออกก.พ.โต1...

ส่งออกก.พ.โต10.3% มูลค่ากว่า2หมื่นล.

3.04.18 | 13:47 น.

น.ส.กัณญภัค ตันติพิพัฒนพงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย(สรท.) เปิดเผยภายในงานแถลงข่าวสถานการณ์การส่งออกประจำเดือนมีนาคม 2561 ที่อาคารลุมพินี ทาวเวอร์ พระราม 4 กรุงเทพฯ ว่า การส่งออกในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 มีมูลค่า 20,365 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 10.3% เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปี 2560 การส่งออกในรูปเงินบาทเท่ากับ 643,706 ล้านบาท หดตัว 0.6% เทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน ในขณะที่การนำเข้าในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 มีมูลค่า 19,557 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 16.0% เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน การนำเข้าในรูปของเงินบาทมีมูลค่า 626,231 ล้านบาท ขยายตัว 4.7% เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน ส่งผลให้เดือนกุมภาพันธ์ 2561 ไทยเกินดุลการค้า 808 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 17,475 ล้านบาท ทั้งนี้ การหดตัวของรายได้จากการส่งออกในรูปของเงินบาท ในขณะที่มีการขยายตัวในรูปของเงินดอลลาร์สหรัฐ เกิดจากการแข็งค่าของเงินบาทอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้รายได้ในรูปเงินบาทของผู้ประกอบการได้รับน้อยลงกว่าที่ควร และอาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

น.ส.กัณญภัคกล่าวว่า สภาผู้ส่งออกฯยังคงสมมุติฐานค่าเงินบาทอยู่ที่ 31.5 (+/-0.5) บาท/เหรียญสหรัฐ โดยมีปัจจัยบวกประกอบด้วย 1.อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักของไทยเติบโตดีต่อเนื่อง โดยเฉพาะรัสเซียที่มีความเข้มแข็งมากขึ้น 2.การเพิ่มขึ้นของการนำเข้าเครื่องจักร เพื่อเพิ่มผลผลิตของการผลิตในระยะยาว ร่วมกับการเร่งนำเข้าสินค้าทุนเพื่อช่วยลดต้นทุนในช่วงที่ค่าเงินบาทแข็ง 3.อุปสงค์การบริโภคทั้งจากภายในประเทศและในประเทศคู่ค้า มีทิศทางปรับตัวเพิ่มขึ้น และ 4.ความน่าเชื่อถือของนักลงทุน

น.ส.กัณญภัคกล่าวว่า สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเร่งแก้ไขและติดตามอย่างใกล้ชิด ประกอบด้วย 1.แม้ว่าค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากที่เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายระยะสั้น 0.25% สู่ระดับ 1.50-1.75% ส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงมาเล็กน้อย แต่เนื่องจากต้นปี 2561 ค่าเงินบาทแข็งขึ้นประมาณ 3.40% เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ และนักลงทุนส่วนหนึ่งยังไม่มั่นใจในสหรัฐต่อความผันผวนเชิงนโยบายของประธานาธิบดี ส่งผลให้เงินทุนยังไม่ไหลกลับเข้าไปที่สหรัฐ และยังเป็นแรงกดดันให้ค่าเงินบาทยังคงแข็งค่าต่อเนื่อง 2.มาตรการกีดกันการค้าของสหรัฐ ภายใต้กฎหมายการค้ามาตรา 232 ต่อประเทศที่ได้ดุลการค้า เช่น จีน อียู เป็นชนวนให้เกิดการทำสงครามการค้า(เทรดวอร์) และส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมกับผู้ค้าในห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ 3.การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศซึ่งมีผลบังคับใช้วันที่ 1 เมษายน 2561 ที่ผ่านมา จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนของผู้ประกอบการรายย่อย และผู้ประกอบการภาคการผลิตเพื่อการส่งออก 4.ปัญหาความแออัดในท่าเรือแหลมฉบังซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนโลจิสติกส์และสินค้าตกเรือ และ 5.ค่าความผันผวนของตลาดทุนอาจส่งผลกระทบทางอ้อมต่อภาคการผลิตเศรษฐกิจในภาพรวมได้

“สภาผู้ส่งออกฯมีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ คือ 1.รัฐควรติดตามมาตรการกีดกันทางการค้าอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งหารือผู้ประกอบการ รวมถึงให้คำปรึกษาแนวทางแก้ไขปัญหาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เช่น การตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสูงของสหรัฐต่อประเทศที่ได้ดุลการค้าสหรัฐ เป็นต้น 2.รัฐควรให้ความสำคัญและเร่งเจรจาการค้าเสรี และกรอบความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศตามมาตรฐานสากล โดยเฉพาะการรวมตัวของกลุ่มเศรษฐกิจ เช่น CPTPP ซึ่งไทยไม่ได้เข้าร่วม อาจทำให้เสียเปรียบการต่อรองทางการค้าในระยะยาว 3.รัฐต้องกำกับดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพเป็นไปในทิศทางเดียวกับภูมิภาคไม่ให้แข็งค่ากว่าคู่ค้าและคู่แข่งสำคัญ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบโครงสร้างต้นทุนสินค้า วัตถุดิบในช่วงที่ค่าเงินมีความผันผวน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีการใช้วัตถุดิบภายในประเทศสูง รวมถึงสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงเครื่องมือประกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวน 4.รัฐควรให้ความสำคัญกับเรื่องการอำนวยความสะดวกทางการค้าตามที่ได้ลงนามความตกลง Trade Facilitation Agreement เพื่อช่วยลดขั้นตอนและต้นทุนสำหรับการค้าระหว่างประเทศ และ 5.รัฐต้องส่งเสริมและจัดหาตลาดศักยภาพใหม่ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดหลักแห่งใดแห่งหนึ่ง และเพื่อกระจายความเสี่ยงทางการค้าออกไปตลาดอื่น” น.ส.กัณญภัคกล่าว

 

Advertisement